โลกาภิวัตน์ ในมุมมองของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

Posted: October 12, 2010 in เศรษฐกิจ, โลกาภิวัตน์

 

http://perspectives.3ds.com/wp-content/uploads/Connect-to-world-content.png

 

หากจะทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “โลกาภิวัตน์” ในเบื้องต้น ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้ว่า “โลกาภิวัตน์” มีที่มาจากคำว่า “โลก”รวมกับคำว่า “อภิวัตน์”  โดยแปลรวมกันได้ความว่า “การแผ่ถึงกันทั่วโลก”  ซึ่งคำว่าโลกาภิวัตน์มีความหมายตรงกับคำว่า “globalization”ในภาษาอังกฤษ มากกว่าคำว่า โลกานุวัตร ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่เคยมีความพยายามแปลเพื่อใช้แทนความหมายของ globalization ในช่วงแรก นอกจานี้ดร.เกรียงศักดิ์ยังชี้ว่าเราสามารถเข้าใจโลกาภิวัตน์ผ่านกรอบแนวคิดต่อไปนี้

  • Internationalization – การทำให้เป็นนานาชาติ โดยเป็นการมีปฏิสัมพันธ์ข้ามเขตแดนของรัฐชาติ
    (Cross Broader Relations )
  • Liberalization –  เป็นการลดอุปสรรค ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร แรงงาน เงินทุนได้สะดวก โดยมีข้อจำกัดที่น้อยลง และแฝงไปด้วยแนวคิดแบบพวกเสรีนิยม(Liberalism)[1] อาทิ
    การเปิดเสรีทางการค้า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือ การเปิดเสรีทางการเงิน
  • Universalization – การทำให้เป็นสากล หรือมีลักษณะเหมือนกันในทุกมุมโลก ผ่านการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชน การบริโภคสินค้าโดยมีแบบแผนไปในทิศทางเดียวกัน
  • Westernization/Modernization – การทำให้เป็นสมัยใหม่หรือการทำให้เป็นตะวันตก ทั้งคำสองคำนี้มักถูกมองว่ามีการซ้อนทับระหว่างกัน(overlap) หรือเป็นสิ่งเดียวกัน โดยมองว่าการทำให้เป็นสมัยใหม่ ก็คือการเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตก หรือถูกชี้นำโดยตะวันตกนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบการศึกษา การแต่งกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกามีความพยายามที่จะเผยแพร่ความเป็นอเมริกัน(Americanization) ซึ่งสามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเมื่อโลกถูกเชื่อมกันด้วยโลกาภิวัตน์  โดยอำนาจของชาติมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจมักจะพ่วงกับอำนาจทางการเมืองเช่นการกดดันให้ประเทศต่างๆเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เป็นแบบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น หรือการใช้ดัชนีชี้วัดเป็นเครื่องมือในการวัดความเจริญและเป็นตัวกำกับชาติต่างๆในโลก เป็นต้น
  • Respatialization – การจัดสรรพื้นที่(space) และการจัดรูปแบบภูมิศาสตร์ทางสังคม(Social Geography ) การเกิดขึ้นของโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดการออกแบบพื้นที่ในโลกใหม่(Re-design) โดยลดความสำคัญของพรมแดนลง(Deterritorialization) โดยมีการเกิดขึ้นขององค์การข้ามรัฐชาติซึ่งเข้ามาจัดการประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดนของรัฐที่มากกว่าหนึ่งรัฐ (Supraterritorial Issue) เช่นการพิจารณาคดีของศาลโลก หรือ การทำงานของตำรวจสากล เป็นต้น

    นอกจากนี้โลกาภิวัตน์ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันดังต่อไปนี้

1.)  เกิดการพึ่งพิงอิงกัน(Interdependence) –  เพราะโลกในปัจจุบันเกิดการผลิตบุคลากรให้มีความชำนาญเฉพาะ  ด้าน(Specialization) ทำให้สามารถทำงานหรือผลิตสินค้าได้เฉพาะอย่างเท่านั้น อาทิ เป็นประเทศสามารถผลิตได้เฉพาะน้ำมันเพียงอย่างเดียวจึงมีความจำเป็นต้องซื้อสินค้าอื่นๆจากประเทศคู่ค้าของตน
2.)  เกิดความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายถ่ายโอน(Mobility) – ประกอบด้วยการถ่ายโอนความรู้ในการผลิต การถ่ายโอนวัฒนธรรม หรือการถ่ายโอนความรู้เชิงสถาบัน เช่น การจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา
3.)  เกิดการเกิดขึ้นพร้อมๆกันของหลายสิ่งหลายอย่างในโลก(Simultaneity ) – โลกปัจจุบันเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมุมใดของโลก ประเทศต่างๆมักเข้าถึงข้อมูลนั้นได้พร้อมๆกัน
4.)  เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งโลก (Standardization) – เช่นการบริโภคสินค้าและบริการ จะเกิดมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น จะเห็นได้จากกรณีการตั้งมาตรฐานการปนเปื้อนของสารตกค้างในสินค้าเกษตร ซึ่งบีบให้โรงงานและผู้ผลิตในประเทศต่างๆทีต้องการส่งสินค้าเข้าไปขายในตลาดโลก ต้องปรับปรุงมาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐานของตลาดโลก

อย่างไรก็ตามแต่แม้จะมีความเชื่อตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสรองว่า โลกาภิวัตน์นั้นให้ประโยชน์แก่ประเทศมหาอำนาจและระบบเศรษฐกิจแบบระบบทุนนิยม แต่กลับทอดทิ้งกลุ่มคนบางกลุ่มไว้เบื้องหลัง

หากพิจารณาถึงกลไกหรือโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งแม้จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ “เห็นแก่ตัว” แต่มันกลับมีข้อดีคือมนุษย์นั้นใช้ความเห็นแก่ตัวเพื่อดูแลระบบให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบที่ประสบความสำเร็จกว่าระบบเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับผลประโยชน์ส่วนรวมและละเลยความสำคัญกลไกตลาด ไปให้ความสำคัญกับการวางแผนจากส่วนกลางซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ ดังเราจะเห็นได้จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่ง ดร.เกรียงศักดิ์ชี้ว่าแท้จริงแล้ว สหภาพโซเวียตนั้นไม่ได้พ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์ แต่แพ้เพราะระบบและโครงสร้างที่ไร้เสถียรภาพเมื่อเทียบกับกลไกลตลาดแบบทุนนิยม

กล่าวโดยสรุปแล้ว “โลกาภิวัตน์” หมายถึงการแผ่ถึงกันทั่วทั้งโลก ทั้งมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยอาจเกิดในมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติพร้อมๆกัน ทั้งนี้คงเป็นการยากที่เราจะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการดำรงอยู่ของโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและกลไกตลาด แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นเราควรที่จะเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของโลกาภิวัตน์ในระดับมหภาคหรือมองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโลกาภิวัตน์ในภาพรวม  เราไม่จำเป็นต้องบูชาโลกาภิวัตน์[2] แต่เราควรเปิดใจกว้างและใช้
ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ มิใช่ตกเป็นทาสของมัน


[1] ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการประชุมที่เรียกว่า Washington Consensus ที่เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจโลกของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ เช่น การลดระเบียบขั้นตอนทางเศรษฐกิจ (Deregularization)  ซึ่งสามารถทำผ่านองค์กรโลกบาลเช่น WTO  โดยถือเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่รูปแบบหนึ่ง

[2] ดร.เกรียงศักดิ์มีจุดยืนเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์โดยมองเห็นถึงคุณประโยชน์ของโลกาภิวัตน์ในขั้นสุทธิ หรือในภาพรวมว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย อย่างไรก็ตามแต่ควรมีการชดใช้(Compensate)ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ไปพร้อมๆกันด้วย

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s