Posted in ภูมิรัฐศาสตร์, ระหว่างประเทศ

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องการสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้

11221640_10154380494398492_7919178932732342039_n

ข้อพิพาททะเลจีนใต้เป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในบริบทปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นหนึ่งในรัฐที่มีส่วนได้เสีย หรือมีส่วนกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ แต่ปัญหาดังกล่าวก็สามารถดึงดูดความสนใจของคนทั้งในและนอกวงการวิชาการไทยมาโดยตลอด

อย่างไรก็ดี หนึ่งในปัญหาที่สะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงก็คือ ประเด็นเรื่องการถมทะเลเพื่อสร้าง “เกาะเทียม” ของจีนในทะเลจีนใต้ ดังปรากฏให้เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญและบรรดาผู้สันทัดกรณีที่พยายามเสนอว่า การสร้างเกาะเทียมของจีนนั้นจะทำให้จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาท ซึ่งการวิเคราะห์ดังกล่าวนั้นเป็นการมองข้ามมิติทางกฏหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

อนึ่ง กฏหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาปัญหาเรื่องการสร้างเกาะเทียมก็คือ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law Of the Sea) ซึ่งสามารถใช้เป็นเกณฑ์หรือกรอบทางกฏหมายเพื่อใช้พิจารณาสถานะของเกาะเทียมได้ดีกว่าการใช้ “คอมมอนเซนส์” หรือการคาดการณ์ไปต่างๆนาๆ โดยปราศจากกฏเกณฑ์ใดๆ (ทั้งนี้ยังไม่นับหลายๆเรื่องนี่ยังเป็นความเข้าใจผิด เช่น หลักเรื่องความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างคลาสสิคเกี่ยวกับความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนที่ว่า เมื่อดินแดนที่รัฐต้องการอ้างกรรมสิทธิ์นั้นอยู่ใกล้กับเขตแดนของประเทศเพราะฉะนั้นดินแดนนี้ควรเป็นของรัฐนั้นๆ เช่นเดียวกันกับความเข้าใจเรื่องสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ ที่มักจะปรากฏให้เห็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า อาณาบริเวณดังกล่าวนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐหนึ่งๆมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการกล่าวอ้างอำนาจอธิปไตยในบริเวณนี้อย่างเต็มที่ การใช้ความรู้สึกมาทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงเป็นปัญหามากๆ แต่ในที่นี้ยังไม่ขอเขียนถึงครับ)

กลับมาที่เรื่อง “เกาะ” UNCLOS นิยามความหมายของเกาะไว้ว่า

“A landmass permanently above water that can sustain human habitation or economic life on its own. It is entitled to a territorial sea, contiguous zone, EEZ, and continental shelf rights.”

ถ้าเรายึดตามนิยามนี้ “เกาะ” จะส่งผลให้รัฐสามารถกล่าวอ้างทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปได้ ภายใต้นิยามดังกล่าวก็อาจนำมาซึ่งข้อเสนอที่ว่า รัฐต่างๆควรที่จะสร้างเกาะเทียมเพื่อจะได้มีทั้งทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป คำถามที่สำคัญคือ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?

มันไม่ง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะครับ เพราะการสร้างเกาะเทียมนั้นจะไม่มีผลใดๆต่อ “maritime entitlements” เลย เพราะตามบทบัญญัติใน UNCLOS เกาะที่ว่ามันต้องเป็น “a naturally formed area of land…” พูดง่ายๆคือ เกาะต้องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น

นอกจากนี้ ตามมาตรา 60 ของ UNCLOS ยังระบุไว้ว่าประเทศต่างๆนั้นอาจที่จะ “establish reasonable safety zones around … artificial islands” and that “[a]rtificial islands, installations and structures do not possess the status of islands.” ถ้าพิจารณาตามนี้จะเห็นได้ชัดว่า UNCLOS อนุญาตให้รัฐสามารถสร้างเกาะเทียมได้ แต่เกาะเทียมนี่จะไม่ได้มีสถานะเป็นเกาะ! พูดง่ายๆคือ แห้วหมดนะครับ สิทธิต่างๆที่หวังๆไว้ — ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป

สรุปแล้วเรื่องการถมทะเลสร้างเกาะเทียมของจีนนี่ไม่ได้ทำให้จีนมีสิทธิ์ทางทะเลเพิ่มขึ้น “ตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เลย ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรพูดให้ชัด ควรไปดูให้ชัดๆเลยว่าจริงๆแล้วบทบัญญัติมันว่ายังไงกันแน่ (ส่วนเรื่องที่ว่ากฎหมายจะมีน้ำยามากน้อยแค่ไหนนี่เป็นอีกเรื่องนะครับ)

ส่วนถ้าใครจะมองในมุมการเมืองระหว่างประเทศ ท่าทีของจีนนับตั้งแต่การประชุม Shangri-La Dialogue เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ในการประชุมครั้งนั้น Hua Chunying โฆษกประจํากระทรวงการต่างประเทศจีนก็ออกมายืนยันความชอบธรรมในการปรับพื้นท่ีเพื่อสร้างเกาะเทียมของจีนโดยชี้ว่า

“การก่อสร้างเกาะที่เป็นป้อมปราการและแนวหินบริเวณหมู่เกาะหนานชานั้นอยู่ภายในเขตอํานาจอธิปไตยของจีน การกระทําดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย มีเหตุผล และชอบธรรมโดยมิได้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆแต่อย่างใด”

นี่ยังไม่นับจุดยืนอันแข็งกร้าวของจีนต่อปัญหาในทะเลจีนใต้ที่จีนมองว่าตนมีอำนาจอธิปไตยอันไม่อาจโต้แย้งได้ (indisputable sovereignty) เหนือพื้นที่พิพาททั้งหมดในทะเลจีนใต้!! ประเด็นนี้มี dynamic สูงมากๆ ซึ่งฝากคนอื่นตามด้วยนะครับ ผมคิดว่าจะหยุดทำแล้ว

12065808_10154380494423492_2929881324081122979_n

Posted in ประวัติศาสตร์, สังคม วัฒนธรรม

ว่าด้วยการคลอดและบทบาทของหมอตำแยในสมัยยุคกลาง

11260534_10154018156488492_5553726158329183035_n
ในสมัยยุคกลาง ห้องคลอดถือเป็นพื้นที่ของผู้หญิง ผู้ชายไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือนักบวชก็ไม่สามารถเข้าไปในห้องคลอดได้ บทบาทของหมอตำแย (midwives) จึงมีความสำคัญมากๆ นอกเหนือจากการ “comfort” ผู้หญิงผ่านกลวิธีต่างๆ เพื่อปลอบประโลม ให้กำลังใจ และสร้างความมั่นคงทางจิตวิญญาณแก่ผู้หญิงที่กำลังคลอด ซึ่ง ณ ขณะนั้นถือเป็นกิจกรรมที่การเกิดและการตายอยู่ไม่ไกลจากกันนัก และหากโชคร้าย ทารกคลอดออกมาแล้วเสียชีวิต หมอตำแยจะได้รับอนุญาตให้ทำ “พิธีล้างบาป” แก่ทารกด้วย

คริสตจักรในสมัยยุคกลางเชื่อว่า ดวงวิญญาณของทารกที่ตายโดยไม่ได้ผ่านพิธีล้างบาปนั้นจะไม่สามารถขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้แม้ในปัจจุบันจะเชื่อกันว่า การทำพิธีล้างบาปนั้นถือเป็นการเฉลิมฉลองการมีชีวิตใหม่ อย่างไรก็ดี สิ่งนี้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งของพิธีล้างบาปในสมัยกลาง เหตุผลสำคัญของการทำพิธีล้างบาปในยุคกลางนั้นวางอยู่บนหลักคิดที่ว่า แม้เด็กแรกเกิดจะไม่ได้มีชีวิตอยู่นานเพียงพอที่จะทำบาป แต่เด็กแรกเกิดก็เหมือนมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับบาปกำเนิด พิธีล้างบาปจะช่วยชำระล้างบาปเหล่านั้น ต้อนรับเด็กเข้าสู่การเป็นคริสตชน และนำพาดวงวิญญาณสู่สวรรค์ในท้ายที่สุด

ตามปกติแล้ว นักบวชจะเป็นผู้มีอำนาจในการทำพิธีล้างบาป แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ห้องคลอดนั้นเป็นพื้นที่ที่สงวนเอาไว้ ให้แก่ผู้หญิงเท่านั้น คริสตจักรจึงต้องยอมให้หมอตำแยทำพิธีล้างบาปให้แก่ทารกได้เป็นกรณีพิเศษ การอนุญาตของคริสตจักรทำให้ผู้หญิง ซึ่งในสมัยยุคกลางถูกวาดภาพว่าเป็น “เพศชายที่ขาดความสมบูรณ์” สามารถใช้อำนาจอันศักดิ์ของคริสตจักรได้ทัดเทียมกับบาทหลวงเพศชาย (debatable)

Posted in ประวัติศาสตร์, ระหว่างประเทศ

สันนิบาตชาติ: รากฐานทางความคิดและนัยยะต่อพัฒนาการของระบบระหว่างประเทศ

สันนิบาตชาติ: รากฐานทางความคิดและนัยยะต่อพัฒนาการของระบบระหว่างประเทศ* 

3a

“ในระบบระหว่างประเทศมักปรากฏให้เห็นความตึงเครียด (Tension) อันยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ระหว่างความต้องการในการสถาปนาระเบียบ (Order) และความปรารถนาในการแสวงหาเสรีภาพ (Independence) โดยแม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าระเบียบนั้นมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพตลอดจนความเจริญรุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคาที่จำเป็นต้องจ่าย และราคาของการได้มาซึ่งระเบียบดังกล่าว คือ การจำต้องยอมสละเสรีภาพในการแสดงพฤติกรรมที่เคยมีอยู่อย่างเสรีของชุมชนทางการเมืองและตัวผู้ปกครอง โดยความปรารถนาในการสถาปนาระเบียบจะสร้างการควบคุม (Constraints) และการยอมรับต่อพันธกรณีของการเป็นสมาชิกในระบบดังกล่าวโดยสมัครใจ ดังปรากฏให้เห็นได้จากแนวคิดทางปรัชญาของฮ็อบส์และนักคิดท่านอื่น…”  Adam Watson[1]  

ข้อเสนอข้างต้นของอดัม วัตสัน (Adam Watson) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคนสำคัญจากสำนักอังกฤษ (English School) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างกรอบความคิดเกี่ยวกับความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติในช่วงระหว่างสงครามโลกเป็นอย่างดี โดยหากประยุกต์ข้อเสนอเรื่องความต้องการสถาปนาระเบียบและความต้องการอิสรภาพของวัตสัน ผ่านการลากเส้นที่มีหัวลูกศร 2 ด้าน ด้านหนึ่งมีหัวลูกศรชี้ไปทางระเบียบและอีกด้านหนึ่งมีหัวลูกศรชี้ไปทางเสรีภาพ (ดู แผนภาพที่ 1) อาจกล่าวได้ว่าตำแหน่งแห่งที่ขององค์การสันนิบาตชาติในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งนั้น สะท้อนให้เห็นการขยับเข้าใกล้การสร้างระเบียบมากกว่าการแสวงหาอิสรภาพของรัฐในระบบระหว่างประเทศ

hhhh

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์จากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคต่างๆ   ปฏิเสธได้ยากว่า ความตึงเครียดหรือการคัดง้างกันระหว่างความพยายามในการสร้าง “ระเบียบ” และการแสวงหา “เสรีภาพ” มักปรากฏให้เห็นได้อยู่บ่อยครั้ง[1] โดย “การคัดง้าง” ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในองค์การสันนิบาตชาติด้วยเช่นกัน[2] อย่างไรก็ดีเคลลี-เคท เอส. พีซ (Kelly-Kate S. Pease) ชี้ว่าแนวคิดหรืออุดมการณ์ที่มีอิทธิพลต่อการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติ กลับสะท้อนความใหม่ (novel)[3] และนวัตกรรม (innovative) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[4] กล่าวคือแนวคิดของรัฐผู้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาตินั้นก้าวไปไกลกว่าแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ (raison d’état) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยึดกุมการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นระยะเวลาช้านาน โดยการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติสะท้อนการให้ความสำคัญกับการคิดคำนึงในเชิงระบบ (raison d’ésysteme) ซึ่งมีหลักคิดสำคัญวางอยู่บนตรรกะที่ว่ารัฐทั้งหลายต่างดำรงอยู่ภายใต้ระบบระหว่างประเทศชุดเดียวกัน หากรัฐต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อรักษาระบบดังกล่าวให้มีเสถียรภาพ รัฐทั้งหลายย่อมได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวเช่นกัน[5]

อนึ่ง เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐทั้งหลายตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมมือกันก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้ง คือการป้องกันสงครามและมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ[6] มีที่มาจากความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งถือเป็นมหาสงคราม อันบรรดารัฐที่เข้าสู่สงครามต่างระดมสรรพกำลังจากทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ตลอดจนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเข้าสู่สงคราม (Total Warfare) อย่างแท้จริง[7] ผลพวงของความเสียหายจากมหาสงครามก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของสงคราม ตลอดจนการแสวงหาแนวทางการป้องกันมิให้สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีความสูญเสียร้ายแรงเช่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอีกครั้ง[8]

ในห้วงยามของการปราศจากองค์กรกลางอันมีอำนาจการตัดสินใจเหนือรัฐอธิปไตยซึ่งอาจนิยามได้ว่าเป็นสภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) โรเบิร์ต แจ็คสัน (Robert Jackson) และจอร์จ โซเรนเซ็น (Georg Sorensen) ได้ให้อรรถาธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับความพยายามของรัฐประชาติในการเปลี่ยนสภาวะอนาธิปไตยในระบบระหว่างประเทศ ที่มีลักษณะเหมือนป่าทึบ (Jungle) ให้กลายเป็นสวนสัตว์ (Zoo) ผ่านการสถาปนาองค์การระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมดูแลและค้ำประกันความมั่นคงให้กับรัฐทั้งหลายในระบบระหว่างประเทศ[9] โดยความพยายามดังกล่าวของรัฐในระบบระหว่างประเทศนั้น ได้สะท้อนอิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism)[10] ซึ่งพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ดีกล่าวคือแนวคิดเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์แม้จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่ต้องการแสวงประโยชน์แก่ตนเอง แต่มนุษย์นั้นก็ประกอบไปด้วยเหตุผลซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการประกอบการตัดสินใจตลอดจนมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองด้วย ข้อได้เปรียบข้างต้นจึงทำให้แนวคิดเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถแสวงหาวิถีทางในการประสานผลประโยชน์ (harmony of interests) เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันโดยสันติวิธี[11] โรเบิร์ต แจ็คสันและจอร์จ โซเรนเซ็น ชี้ว่าหากมนุษย์ประยุกต์เอาความสามารถดังกล่าวเพื่อใช้ในการเมืองระหว่างประเทศ มนุษย์จะสามารถก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศซึ่งสามารถเอื้ออำนวยประโยชน์แก่รัฐและประชาชนทั้งหลายได้[12]

อาจพิจารณาต่อไปได้อีกว่าหากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว กระแสธารทางความคิดในสำนักเสรีนิยม ที่เปรียบเสมือนเป็นจิตวิญญาณในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ก็คือแนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมันคนสำคัญอย่างอิมมานูเอล คานต์[13] (Immanuel Kant) (1724-1804) ซึ่งมีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทำสงคราม ตลอดจนสนับสนุนให้รัฐทั้งหลายใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย (democratic republic) และร่วมมือกันจัดตั้งองค์กรทางการเมือง ที่มีลักษณะถาวรซึ่งมีอำนาจและบทบาทเหนือกว่ารัฐชาติ (higher form of permanent political organization)[14] โดยบุคคลที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันให้อุดมการณ์ของคานต์ปรากฏเป็นรูปธรรมก็คือประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) (1856-1924) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาขององค์การสันนิบาตชาตินั่นเอง[15]Woodrow_Wilson_1902_cph.3b11773

ในปี 1918 ประธานาธิบดีวิลสันเสนอหลัก 14 ประการ[16]ต่อสภาครองเกรส[17] โดยวิลสันกล่าวว่าเขาต้องการที่จะสร้างโลกที่มีทั้งความเหมาะสมและความปลอดภัยต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย นอกจากนี้วิลสันยังมีเป้าประสงค์สำคัญที่จะทำให้องค์การสันนิบาตชาติ สามารถค้ำประกันอิสรภาพทางการเมืองตลอดจนช่วยรักษาไว้ ซึ่งอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเขตแดนของทั้งมหาอำนาจและบรรดารัฐขนาดเล็กได้อย่างเท่าเทียมกัน[18] อย่างไรก็ดีวิลสันก็ต้องเผชิญกับกระแสชาตินิยมในสหรัฐฯภายใต้การนำของเฮนรี คาบ็อท ลอดจ์[19](Henry Cabot Lodge) (1850–1924) สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านการให้สัตยาบันสนธิสัญญาแวร์ซาย (Versailles Treaty 1919)[20] โดยลอดจ์ให้เหตุผลว่าการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าวจะเป็นการจำกัดและลดทอนอำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ[21] โอลิเวอร์ แด็ดดาว(Oliver Daddow) ชี้ว่าการที่สหรัฐฯซึ่งแท้ที่จริงแล้วถือเป็นรัฐมหาอำนาจที่มีส่วนผลักดันและทำให้องค์การสันนิบาตชาติถือกำเนิดขึ้นกลับปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน ถือเป็นตลกร้าย (Irony) ที่ส่งผลกระทบต่อสถานะและความเข้มแข็งองค์การสันนิบาตชาติ ทำให้ท้ายที่สุดแล้วองค์การสันนิบาติชาติก็มีสถานะไม่ต่างอะไรกับสถานที่ในการเจรจาหารือที่มิได้นัยสำคัญในการกำหนดนโยบาย (talking shop) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ[22]

แม้จะเป็นที่ประจักษ์ถึงขีดความสามารถอันจำกัดขององค์การสันนิบาติชาติ กระนั้นอุดมการณ์เสรีนิยมก็ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการเสาะแสวงหาหนทางในการป้องกัน มิให้มหาสงครามอย่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าในทัศนะของสำนักคิดเสรีนิยม สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัว และการขาดวิสัยทัศน์ในการพินิจพิจารณาสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพของผู้นำเผด็จการ ในประเทศที่ปราศจากสถาบันที่เป็นประชาธิปไตย ที่คอยควบคุมและป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดดังกล่าว แนวคิดเสรีนิยมเห็นว่า การป้องกันสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศจะประสบความสำเร็จผ่านการปฏิรูป 2 ระดับ ได้แก่ การปฏิรูประดับภายในรัฐและการปฏิรูประดับระหว่างประเทศ[23] สำหรับระดับภายในรัฐ สิ่งที่ความสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนให้รัฐในระบบระหว่างประเทศ ใช้ระบบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมเชื่อมั่นว่าจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ เพราะเชื่อมั่นในหลักการที่ว่ารัฐที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามระหว่างกัน (Democratic Peace) โดยคริส บราวน์ (Chris Brown) และคริสเตน อินท์ลีย์ (Christen Ainley) ชี้ว่าหากพิจารณาตามหลักคิดแบบเสรีนิยม มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบทำสงคราม แต่สงครามเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้นำที่นิยมในระบอบเผด็จการ/ระบอบทหาร ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบหรือคัดค้านการบริหารประเทศของรัฐบาลได้เหมือนกับรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การแก้ปัญหาภายในรัฐจึงต้องกระทำผ่านการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นสำคัญ[24]

ในขณะที่การปฏิรูปในระดับระหว่างประเทศ สิ่งที่ขาดหายไปในระบบระหว่างประเทศในช่วงสงครามโลก คือกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยรัฐประชาชาติซึ่งเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้ายจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่างตระหนักถึงการแสวงหากลไกในการจัดระเบียบการเมืองระหว่างประเทศ แทนที่ระบบดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ภายใต้ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรป (Concert of Europe)[25] ซึ่งมีความล้าสมัย และไม่สามารถยับยั้งสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อีกต่อไป โดยแนวคิดหนึ่งซึ่งก้าวขึ้นมาแทนแทนแนวคิดเรื่องดุลแห่งอำนาจ คือแนวคิดเรื่องระบบความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security)[26]

โจเซฟ เอส ไนย์ (Joseph S. Nye) ชี้ว่าแนวคิดเสรีนิยมพิจารณาการใช้นโยบายดุลแห่งอำนาจว่าเป็นนโยบายที่ไร้ศีลธรรม (immoral) โดยไนย์หยิบยกคำกล่าวของวิลสันที่ระบุว่า ระบบดุลแห่งอำนาจนั้นเปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย ตลอดจนหลักการกำหนดการปกครองตนเองของแต่ละชาติ (national self-determination) อีกทั้งยังเป็นระบบที่ล้าสมัยและไม่ควรปรากฏในการเมืองระหว่างประเทศในอนาคตอีกต่อไป[27] ด้านคริส บราวน์ และคริสเตน อินท์ลีย์ เสนอว่าระบบดุลแห่งอำนาจมีพื้นฐานอยู่บนข้อตกลงลับที่สร้างพันธกรณีในการให้ความช่วยเหลือแก่รัฐที่เป็นคู่สัญญาของตน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าประธานาธิบดีวิลสันต้องการเปลี่ยนแปลงระบบระหว่างประเทศ จากที่มีระบบดุลแห่งอำนาจไปสู่ระบบความมั่นคงร่วมกัน[28] ซึ่งเป็นหลักการที่วางอยู่บนแนวคิดที่สำคัญคือ “หนึ่งเดียวเพื่อทั้งหมดและทั้งหมดเพื่อหนึ่งเดียว” (“one for all and all for one”) กล่าวคือรัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะค้ำประกันความมั่นคงของบรรดารัฐสมาชิกทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐทั้งหลายจะต้องให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางทหาร(military alliance) หรือระบบดุลแห่งอำนาจอีกต่อไป[29]

แม้จะปรากฏให้เห็นความพยายามของแนวคิดเสรีนิยมในการป้องกันสงคราม และรักษาสันติภาพผ่านการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ อย่างไรก็ดีองค์การสันนิบาตชาติกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการป้องกันการรับมือกับนโยบายที่มุ่งขยายดินแดน และรุกรานประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมหาอำนาจใหม่ อย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี[30] ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดระเบียบระหว่างประเทศตามแนวทางแบบเสรีนิยม ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามที่สำคัญประการหนึ่งคือ แนวทางแบบเสรีนิยมเป็นวิถีทางถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยแนวคิดที่มีก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อทั้งตัวผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็คือ แนวคิดสัจนิยม (Realism)

แนวคิดสัจนิยมวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอแนวคิดเสรีนิยม ว่าเป็นแนวคิดประเภทอุดมคตินิยม (Utopianism) เข้าใจธรรมชาติของการเมืองระหว่างประเทศผิดพลาด และจำต้องรับผิดชอบต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง[31] นักคิดในสำนักสัจนิยมเสนอว่า แท้จริงแล้วพฤติกรรมของรัฐในการเมืองระหว่างประเทศคือภาพสะท้อนของความเห็นแก่ตัวและความกระหายในอำนาจของมนุษย์[32] ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อรัฐจำต้องปฏิสัมพันธ์กันภายใต้สภาวะอนาธิปไตย การเมืองระหว่างประเทศจึงวางอยู่บนพื้นฐานที่รัฐทั้งหลายต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยและผลโยชน์ของตนเป็นสำคัญ

1066511

อีเอช.คาร์ (E.H.Carr)[33] (1892-1982) นักสัจนิยมคนสำคัญชี้ว่าแท้จริงแล้วการเมืองระหว่างประเทศดำเนินอยู่บนความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือ[34] ในทัศนะของคาร์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศมีที่มาจากความแตกต่างแตกต่างระหว่างรัฐที่มี (Haves) และรัฐที่ไม่มี (Haves not)[35] เป็นสำคัญ โดยเป็นไปได้ยากที่รัฐที่ไม่มีจะยอมรับกับสภาวการณ์ดังกล่าว โดยไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแสวงหาสถานะที่ดีกว่า[36] คาร์เรียกช่วงเวลาว่าเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1919) กับสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) ว่าเป็นช่วง “20 ปี แห่งวิกฤตการณ์” (“Twenty Years’ Crisis”) แม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นความพยายามในการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศผ่านองค์การสันนิบาติชาติ อย่างไรก็ดี ในห้วงยามที่ภูมิภาคยุโรปว่างเว้นจากสงครามใหญ่ความอยุติธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ถูกเพาะหว่านเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว[37] คาร์ชี้ต่อไปว่าการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติในช่วง “20 ปี แห่งวิกฤตการณ์” แท้จริงแล้วเป็นเพียงความพยายามของรัฐมหาอำนาจ ที่จะคงไว้ซึ่งสถานะเดิมที่ตนเองได้เปรียบในฐานะผู้ชนะสงคราม[38] เป็นที่ประจักษ์ว่าคาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเสรีนิยม หรือหากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว คาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของวิลสัน ซึ่งคาร์พิจารณาว่าเป็นแนวทางที่มีภาพลักษณ์สูงส่งและเพียบพร้อมไปด้วยศีลธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากหน้าอันสวยหรูที่สหรัฐฯใช้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง[39] นอกจากนี้แม้คาร์ซึ่งเป็นมาร์กซิสต์จะไม่ได้เห็นด้วยแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม กระนั้นคาร์ก็ยังแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดการปกครองตนเองของแต่ละชาติ (The right of national self-determination) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของหลักการ 14 ประการของวิลสัน เพราะในทางปฏิบัติการรีบปลดปล่อยดินแดนในอาณานิคมให้เป็นอิสระกลับสร้างปัญหาที่สำคัญ และบั่นท่อนเสถียรภาพของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยุโรปตะวันออก[40]

ตามทัศนะของคาร์ นอกเหนือจากการไม่เข้าร่วมในองค์การสันนิบาตชาติของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จุดอ่อนที่สำคัญประการหนึ่งขององค์การสันนิบาตชาติ คือมาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (economic sanction) โดยปัญหาของการปรับใช้มาตรการคว่ำบาตรขององค์การสันนิบาตชาติ ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อองค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อตอบโต้พฤติกรรมที่รุกรานของญี่ปุ่นในเอเชีย คาร์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หากองค์การสันนิบาตชาติปราศจาการกองกำลังนานาชาติ การขู่ว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่อรัฐที่ไม่เคารพต่อระเบียบขององค์การสันนิบาตชาติก็จะดำเนินไปโดยไร้ประสิทธิภาพ แนวคิดของคาร์ยังสอดคล้องกับเลออง บูชัว (Leon Bourgeois)(1851 -1925) นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส ผู้เสนอว่าหากปราศจากกองทัพนานาชาติ องค์การสันนิบาตชาติจะเป็นเพียงแต่แนวคิดทางปรัชญาซึ่งไม่มีอำนาจในทางปฏิบัติ[41]

แม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าพลังในการอธิบายสภาพการเมืองระหว่างประเทศ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของอำนาจและผลประโยชน์ของแนวคิดสัจนิยมได้รับชัยชนะเหนือแนวคิดเสรีนิยม และกลายเป็นแนวคิดอันทรงพลังที่ยึดกุมการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา[42] แต่อุดมการณ์และจิตวิญญาณแบบเสรีนิยมในการสถาปนาองค์การระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันสงครามและรักษาระเบียบระหว่างประเทศก็ยังเป็นมรดกทางความคิด ที่ได้รับการส่งต่อไปยังองค์การสหประชาชาติต่อไป

_________________________________

*ตัดตอนจากบทความเรื่อง ‘บทบาทขององค์การสันนิบาตชาติในช่วงระหว่างสงคราม: ความฝันที่เป็นไป (ไม่) ได้ของแนวคิดเสรีนิยมและนัยต่อการเมืองระหว่างประเทศ’. วารสารยุโรปศึกษา 21 (1) (2557) (อยู่ระหว่างการตีพิมพ์).

[1] ความพยายามของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่  2  (Ferdinand  II)  ซึ่งเล็งเห็นความสำเร็จของการกระชับอำนาจบริเวณคาบสมุทรอิตาลีและต้องการประยุกต์ใช้วิถีทางดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจในเชิงพฤตินัยให้แก่ดินแดนซึ่งตนมีอำนาจโดยชอบธรรม (Authority) แต่ยังขาดซึ่งกำลังอำนาจ (Power capability) ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่กระนั้น  แรงต้านของรัฐซึ่งไม่ยอมรับการกระชับอำนาจก็ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนดังพิจารณาได้จากความพยายามของพระคาร์ดินัลริเชอลิเออ    (Richelieu)  อัครมหาเสนาบดีแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่  13  (Louis  XIII)  (1601  –1643)  ซึ่งไม่ต้องการให้การกระชับอำนาจของอาณาจักรโรมันฯประสบความสำเร็จ    ในทางตรงกันข้าม  ริเชอลิเออต้องการให้อาณาจักรโรมันฯตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอและแตกแยกมากกว่า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ความพยายามของริเชอลิเออสะท้อนความต้องการเสรีภาพในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศสมากกว่าการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ที่ถูกสถาปนาโดยอาณาจักรโรมันฯ  (โปรดดู  Henry Kissinger,  Diplomacy (New York: Simon & Schuster, 1994), pp. 56-77.)

[2] ตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมที่สะท้อนการไม่ยอมรับระเบียบแบบแผนซึ่งถูกกำหนดโดยมหาอำนาจเดิมคือกรณีของมหาอำนาจใหม่อย่างญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  โดยพฤติกรรมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าวมักถูกพิจารณาว่ามีลักษณะของการท้าทายระเบียบระหว่างประเทศที่ถูกสถาปนาโดยมหาอำนาจเดิมตามความแนวทางแบบลัทธิแก้  (Revisionism)  (โปรดดู  Kenneth B. Pyle,  “International Order and the Rise of Asia: History and Theory” In Ashley J. Tellis, Travis Tanner and Jessica Keough, eds. Strategic Asia 2011-12: Asia Responds to Its Rising Powers – China and India (Seattle: National Bureau of Asian Research, 2011), pp. 54-56.)  กล่าวคือญี่ปุ่นต้องการแสวงหาเสรีภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ตนได้อย่างเป็นอิสระมากกว่าการอยู่ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดโดยสหรัฐฯหรืออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติซึ่งแม้จะมีบทบาทในการประณามพฤติกรรมของญี่ปุ่น  แต่กระนั้นแนวทางขององค์การสันนิบาตชาติต่อการแก้ไขปัญหาการรุกรานแมนจูเรียของญี่ปุ่นในช่วงปี  1931-1933  ก็ไม่สามารถโน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของญี่ปุ่นได้  ในท้ายที่สุดแล้วญี่ปุ่นตัดสินใจหันหลังให้กับระเบียบระหว่างประเทศและลาออกจากองค์การระหว่าประเทศในปี  1933

[3] อาจพิจารณาได้ว่าแท้จริงแล้วองค์การสันนิบาติชาติเกิดขึ้นบนหลักคิดที่เชื่อในความก้าวหน้า  กล่าวคือแม้องค์การสันนิบาตชาติจะปรากฏให้เห็นนวัตกรรมและสถาปัตยกรรมทางความคิดใหม่  อาทิ  การมีรูปแบบการบริหารจัดการที่มีความสลับซับซ้อน  และมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงานอย่างไรก็ดี  องค์การสันนิบาติก็มิได้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากความเชื่อมโยงกับความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่เคยมีมาในอดีตอย่างระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรป  (Concert  of  Europe)  และการประชุมสันติภาพ  ณ  กรุงเฮก  (The  Hague  Peace  Conferences)  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร  (Permanent  Court  of  Arbitration)  ในทางตรงกันข้าม  องค์การสันนิบาติชาติสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว  ตลอดจนสามารถนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ

[4] Kelly- Kate S. Peace,  International organizations: Perspectives on Governance in the Twenty-First Century (New York: Longman, 2010), p. 17.

[5] คำอธิบายที่สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้นยังปรากฏให้เห็นจากข้อเสนอของ  Akira  Iriye  ซึ่งชี้ว่าชาติต่างๆ  ตลอดจนประชาชนของรัฐเหล่านั้นต่างตระหนักดีว่าพวกเขาล้วนมีผลประโยชน์และเป้าประสงค์ร่วมกัน  โดยผลประโยชน์ร่วมดังกล่าวนั้นมิได้ถูกจำกัดเฉพาะแต่ในเขตแดนของประเทศหนึ่ง  ในทางตรงกันข้าม  การได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันจำต้องกระทำผ่านการร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสำคัญ      (Akira Iriye,  Global Community: The Role of International Organizations in the Making of the Contemporary World (Berkeley: University of California Press, 2002), pp. 1, 9.)

[6] Eduard Benes,  “The League of Nations: Successes and Failures” Foreign Affairs 11,1 (1932): 66-80.

[7] Len Scott,  “International history 1900-90” In John Baylis, Steve Smith, and Patricia Owens, eds, The Globalization of World Politics, 5th ed. (Oxford: Oxford University Pressม 2011), p. 53.

[8] Robert Jackson and Georg Sorensen,  Introduction to international relations (Oxford: Oxford University Press, 1999), p. 35.

[9] Ibid., p. 38.

[10] โอลิเวอร์ แด็ดดาว (Oliver  Daddow)  เสนอว่าแท้จริงแล้วแนวคิดเสรีนิยมมิได้เกิดขึ้น ในช่วงการก่อตั้งสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปี  1919  ในทางตรงกันข้าม แนวคิดเสรีนิยมนั้นมีรากฐานทางทางความคิดจากนักปรัชญาคนสำคัญในอดีต  อาทิ  อีราสมุส  (Eramus)  (1466-1536)  ฮูโก  โกรเทียส  (Hugo  Grotius)(1589-1635)  อิมมานูเอลคานต์  (Immanuel  Kant)  (1724-1804)  และ

เจเรอมี  เบนแธม  (Jeremy  Bentham)  (1748-1832)  (โปรดดู  Daddow,  International Relations Theory, p. 85.)

[11] Andrew Heywood,  Global politics, p. 56.

[12] Jackson and Sorensen,  Introduction to international relations, p. 39.

[13] อิมมานูเอลคานต์  นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้เขียนงานชิ้นสำคัญ  อาทิ  Critique  of  Pure  Reason  (1781)  และ Perpetual Peace:

A  Philosophical  Sketch  (1795)  โดยงานของคานต์มักถูกพิจารณาว่าเป็นงานที่สะท้อนจิตวิญญาณแบบสาธารณรัฐนิยม  ตลอดจน

แนวคิดที่ว่ารัฐที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามระหว่างกันหรือ  Democratic  Peace    (โปรดดู  James A. Yunker,  The

Idea of World Government: From Ancient Times to the Twenty-First Century (London: Routledge, 2011), p. 42.)

[14] Yunker,  The Idea of World Government: From Ancient Times to the Twenty-First Century, p. 25, 28, 42.

[15] Mazower,  Governing the World: the History of an Idea, p. 118.

[16] สาระสำคัญของหลัก  14  ประการคือ  การยกเลิกการทำสนธิสัญญาลับ  (Secret  diplomacy)  การสนับสนุนการค้าเสรี  ส่งเสริมเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเสรี  (Freedom  of  navigation)  การยกเลิกกำแพงภาษี,  การลดอาวุธ  และการกำหนดการปกครองตนเอง  (Self-  Determination)

[17] Daddow,  International Relations Theory, p. 88.

[18] Ibid.

[19] นอกเหนือจากความไม่ลงรอยกันระหว่างวิลสันและลอดจ์เกี่ยวกับการก่อตั้งองค์การสันนิบาติชาติยังปรากฏให้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้กำหนดนโยบายของรัฐมหาอำนาจต่อการกำหนดอำนาจและบทบาทขององค์การสันนิบาติชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส  จอร์จเคลมองโช  (Georges  Clemenceau)  (1841-1929)  ซึ่งต้องการให้องค์การสันนิบาติชาติมีกองกำลังเป็นของตนเอง  และยืนยีนจุดยืนที่สำคัญคือการปฏิเสธบทบาทของเยอรมนีในองค์การสันนิบาตชาติ  ในขณะที่เดวิด  ลอยด์  จอร์จ  (David  Lloyd  George)  (1863-1945)  กลับยืนยันจุดยืนของอังกฤษว่าต้องการให้องค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การที่รัฐสมาชิกจะปรึกษาหารือกันในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์

[20] สนธิสัญญาแวร์ซายหรือสนธิสัญญาสันติภาพปารีส  (Paris  Peace  Conference) ซึ่งลงนามในวันที่  28  มิถุนายน  1919  ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่  1  โดยสนธิสัญญาดังกล่าวมีผลให้เยอรมันจำต้องยอมรับผิดในฐานะผู้ก่อสงคราม  กำหนดเขตแดนของเยอรมนีใหม่  ตลอดจนบังคับให้เยอรมนีจำต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามและลดขีดความสามารถทางทหารของกองทัพเยอรมัน  (D’Anieri 2010,  40)  นอกจากนี้สนธิสัญญาแวร์ซายยังผนวกเอากติกาขององค์การสันนิบาติชาติ  (The  Covenant  of  the  League  of  Nations)  เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียดในสนธิสัญญาซึ่งส่งผลให้องค์การสันนิบาตชาติถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ  ณ  วันที่  10  มกราคม  1920  เมื่อรัฐสมาชิกในองค์การสันนิบาตชาติต่างให้สัตยาบันยอมรับสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  (โปรดดูลำดับเหตุการณ์สำคัญของการสถาปนาองค์การสันนิบาติชาติใน  E. H. Carr,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp.  xciv-c.)

[21] โปรดู สมพงศ์ ชูมาก,  องค์การระหว่างประเทศ: สันนิบาตชาติและสหประชาชาติ (กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2525), หน้า 18. และ Mazower,  Governing the World: the History of an Idea, p. 120.

[22] Daddow,  International Relations Theory, p. 90.

[23] โปรดดู Brown and Ainley,  Understanding International Relations (New York: Palgrave Macmillan, 2005), pp. 20-24.

[24] Ibid., p. 21.

[25] ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปหรือระบบครองเกรส  (Congress  System)  ถูกสถาปนาขึ้นในยุคหลังสงครามนโปเลียน  (1814) โดยบรรดารัฐมหาอำนาจรัฐมหาอำนาจ  5  ชาติได้แก่  อังกฤษ  รัสเซีย  ออสเตรีย  ปรัสเซียและฝรั่งเศส  โดยจุดมุ่งหมายที่สำคัญของระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปคือการป้องกันมิให้มหาอำนาจใดก้าวขึ้นมามีอำนาจและครอบครองยุโรปได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงชาติเดียวดังที่ปรากฏให้เห็นในสมัยจักรพรรดินโปเลียน  โบนาปาร์ต  (Napoléon  Bonaparte)  นอกจากนี้จึงระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปยังถูกออกแบบมาเพื่อสร้างช่องทางหรือเวทีในการปรึกษาหารือให้บรรดารัฐมหาอำนาจได้เจรจากันอย่างสม่ำเสมอ  โดยหลักคิดที่ยึดโยงให้ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปดำรงอยู่ได้คือความหวาดกลัวการปฏิวัติอันเปรียบเสมือนเป็นภัยคุกคามร่วมกันของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปในขณะนั้น  (โปรดดู  Kissinger,  Diplomacy, pp. 78-102. และบรรพต กำเนิดศิริ, ประวัติศาสตร์การทูตตั้งแต่การประชุมที่กรุงเวียนนา ค.ศ. 1815 จนถึงจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นปี ค.ศ. 1947 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราและสิ่งพิมพ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553), หน้า 33-66.)

[26] ขจิต จิตตเสวี,  องค์การระหว่างประเทศ (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552), หน้า 139.

[27] Joseph S. Nye,  Understanding International Conflicts: An Introduction to Theory and History (New York: Longman, 2000), p. 82.

[28] อย่างไรก็ดี  ไนย์ชี้ว่าทั้งระบบดุลแห่งอำนาจและระบบความมั่นคงร่วมกันก็ปรากฏให้เห็นทั้งความเหมือนและความต่างที่สำคัญ  ในแง่ของความเหมือน  ทั้งสองระบบมองว่ารัฐทั้งหลายต่างพยายามป้องปรามการรุกรานผ่านการสร้างและพัฒนาระบบพันธมิตร  (Coalition) ที่มีประสิทธิภาพ  โดยหากการป้องปรามล้มเหลวการใช้กำลังก็เป็นวิถีทางที่ทั้งสองระบบจะเลือกใช้  อย่างไรก็ดี  ทั้งสองระบบก็มีความแตกต่างที่สำคัญ  3  ประการ  1)  ในขณะที่ระบบดุลแห่งอำนาจให้ความสำคัญกับขีดความสามารถ  (capacity)  แต่ระบบความมั่นคงร่วมกันจะพิจารณานโยบายที่ลักษณะรุกราน  (aggressive  policy)  เป็นสำคัญ  2)  ภายใต้ระบบดุลแห่งอำนาจระบบพันธมิตรจะถูกสถาปนาขึ้นก่อนล่วงหน้า  ซึ่งกันตรงข้ามกับระบบความมั่นคงร่วมกันที่จะไม่มีการสถาปนาระบบพันธมิตรขึ้นก่อนล่วงหน้า  เพราะไม่รู้ว่ารัฐใดจะมีพฤติกรรมคุกคามรัฐอื่น  3)  ระบบความมั่นคงร่วมกันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในระดับสากล  และยังเป็นระบบที่ไม่เอื้ออำนวยหากมีรัฐที่เป็นผู้โดยสารฟรี  (free  rider)  หรือมีความเป็นกลางมากจนเกินไป  เพราะจะส่งผลให้ระบบพันธมิตรมีความอ่อนแอและไม่สามารถจัดการกับรัฐที่มีพฤติกรรมคุกคามได้  (Nye,  Understanding International Conflicts: An Introduction to Theory and Histor, p. 83.)

[29] Brown and Ainley,  Understanding International Relations, p. 22.

[30] Jackson and Sorensen, Introduction to international relations, p. 39.

[31] Scott Burchill and Andrew Linklater.  “Introduction” In Scott Burchill et al., eds. Theories of International Relations (New York: Palgrave Macmillan, 2009), p. 1.

[32] Heywood,  Global politics, pp. 54-55.

[33]อี  เอช.  คาร์เป็นอดีตนักการทูตชาวอังกฤษผู้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งและหันมาประกอบอาชีพนักวิชาการอย่างเต็มตัวในปี  1936  โดยคาร์ได้เข้ารับตำแหน่ง  Woodrow  Wilson  Professor  of  International  Politics  ณ  มหาวิทยาลัยอเบอร์ริสต์วิธ  (Aberystwyth  University)  แห่งเแคว้นเวลส์  ประเทศสหราชอาณาจักรอย่างไรก็ดี  การเข้ารับตำแหน่งของคาร์ก็ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดไม่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวเพราะคาร์ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางนโยบายของประธานาธิบดีวิลสัน  ตลอดจนการทำงานขององค์การสันนิบาตชาติอยู่บ่อยครั้ง  (โปรดดู  Michael Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp. ix-xiv.)

[34] Jackson and Sorensen, Introduction to international relations, pp. 41-42.

[35]รากฐานของปรัชญาทางความคิดที่มีผลต่อคาร์คือแนวคิดแบบมาร์กซิสม์  (Marxism)  ดังปรากฏให้เห็นได้จากแนวคิดเรื่องรัฐที่มีดินแดนอาณานิคมและรัฐที่ไม่มี  นอกจากนี้คาร์ยังให้ความสนใจและผลิตผลงานหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับโลกคอมมิวนิสต์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศสหภาพโซเวียต  ประวัติศาสตร์รัสเซีย  ตลอดจนความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่สำคัญ  อาทิ  คาร์ล  มาร์กซ์ (Karl  Marx)  (1818-1883),  ฟรีดริช  เองเกลส์ (Friedrich  Engels)  (1820-1877),  ฟีโอดอร์  ดอสโตเยฟสกี้  (Fyodor  Dostoyevsky)  (1821-1881)  และมิคาอิล  บาคูนิน  (Mikhail  Bakunin)  (1814-1876)  โปรดดู Carr,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations.

[36] Brown and Ainley, Understanding International Relations, pp. 26-27.

[37] Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, p. xv.

[38] Brown and Ainley, Understanding International Relations, p. 27.

[39] Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp. xvi-xvii.

[40] Ibid., p. xvii.

[41] สมพงศ์ ชูมาก,  องค์การระหว่างประเทศ: สันนิบาตชาติและสหประชาชาติ, หน้า 18.

[42]อาจกล่าวได้ว่าการขับเคี่ยวแข็งขันระหว่างแนวคิดเสรีนิยมและสัจนิยมหรือที่รู้จักกันในชื่อวิวาทะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก  (Great Debate  I)  (โปรดดูเกี่ยวกับวิวาทะที่สำคัญใน  Daddow,  International Relations Theory: The Essentials, 2nd ed. (London: SAGE, 2013), pp. 70-71.)  มีความสำคัญต่อพัฒนาการของสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของบรรดารัฐมหาอำนาจในช่วงระหว่างสงครามโลก

 

Posted in ประวัติศาสตร์, ระหว่างประเทศ

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?: 100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนจบ)

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?:  100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนจบ)*

wwisoldiers

โดย ฑภิพร สุพร

เป็นที่ประจักษ์ว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมิได้เป็น “สงครามเพื่อยุติสงคราม” ตามคำกล่าวของ เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells) หากแต่เป็น “สงครามที่นำไปสู่การสิ้นสุดของสันติภาพ” ดังพิจารณาได้จากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถือเป็นผลผลิตโดยตรงจากเมล็ดพันธุ์ของปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเพาะหว่านเอาไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในตอนที่แล้ว เราได้ย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบความสำคัญของ “สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” หรือ “มหาสงคราม” ในฐานะจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์โลก นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้เสนอข้อโต้แย้งว่า แม้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะผ่านมากว่า 1 ทศวรรษ แต่การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับมิได้ถูกลดทอนความสำคัญลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม การศึกษาเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังเป็นประเด็นที่มีการศึกษาค้นคว้าในแวดวงวิชาการอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในข้อโต้แย้งที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ ข้อเสนอของนีลล์ เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ผู้เสนอชุดคำอธิบายที่กลับหัวกลับหางกับชุดคำอธิบายกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเสนอที่ว่าการตัดสินใจเข้าสู่สงครามของอังกฤษส่งผลให้จักรวรรดิอังกฤษก้าวเข้าสู่สภาวะที่ตกต่ำมากที่สุด ด้วยเหตุว่าอังกฤษจำต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการทำสงคราม โดยเฟอร์กูสันถึงขนาดเรียกการสินใจเข้าสู่สงครามของอังกฤษว่าเป็น “การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”

แม้ชุดคำอธิบายกระแสหลักจะชี้ว่า การรุกรานเบลเยียมของกองทัพเยอรมันจะถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุผลหลักของการประกาศสงครามต่อเยอรมนีของอังกฤษ เพราะเบลเยียมถือเป็นประเทศที่ประกาศตัวเป็นกลางและได้ลงนามในสนธิสัญญาปี 1839 ซึ่งระบุว่าอังกฤษมีพันธกรณีที่จะต้องปกป้องเบลเยียมจากการถูกรุกราน โดยอังกฤษ ซึ่งมีหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญคือการป้องกันมิให้ชาติมหาอำนาจใดผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียว เล็งเห็นถึงอันตรายและศักยภาพของกองทัพเยอรมันจึงตัดสินใจประกาศสงครามต่อเยอรมนี อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสันแย้งว่า แท้จริงแล้วการช่วยเหลือเบลเยียมเป็นเพียง “ข้ออ้าง” ที่พรรคเสรี (Liberal Party) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเฮอร์เบิร์ต แอสควิธ (Herbert Asquith) เลือกใช้เพื่อรักษาอำนาจของตนต่อไป กล่าวคือ แม้นักการเมืองหลายคนในคณะรัฐมนตรีจะไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงคราม รัฐบาลพรรคเสรีกลับตระหนักดีว่า หากพวกเขาไม่นำอังกฤษเข้าสู่สงคราม รัฐบาลพรรคเสรีก็จำต้องหมดอำนาจลงซึ่งเท่าเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนไปโดยปริยาย ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลพรรคเสรีก็ตัดสินใจประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 4 สิงหาคม 1914 เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาล

หนึ่งในข้อเสนอของเฟอร์กูสัน ซึ่งปรากฏให้เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและนอกวงวิชาการมากที่สุดคือข้อเสนอที่ชี้ว่า หากเยอรมนีเป็นผู้ชนะสงคราม อังกฤษสามารถอยู่ร่วมกับเยอรมนีได้อย่างไม่เป็นปัญหา และที่สำคัญที่สุดคือ อังกฤษจะรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ได้อย่างดีที่สุดหากไม่ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม เฟอร์กูสันให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เยอรมนีในช่วงเวลาดังกล่าวมิได้เลวร้ายเหมือนกับเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แท้จริงแล้วเยอรมนี ณ ขณะนั้นยังเป็นประเทศที่เคารพหลักการประชาธิปไตย ตลอดจนยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรม เพราะฉะนั้นการวาดภาพความก้าวร้าวของกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อทำความเข้าใจ “ภัยคุกคาม” ที่อังกฤษจำต้องเผชิญในช่วงปี 1914 จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิภาคพื้นดินเร็วเกินไปของอังกฤษถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ โดยหากพิจารณาจากข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและศักยภาพของกองทัพเรืออังกฤษที่มีเหนือเยอรมนี อังกฤษควรอาศัยข้อได้เปรียบดังกล่าวเพื่อต่อรองกับเยอรมนี โดยแม้เยอรมนีอาจจะได้รับชัยชนะเหนือฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่งบประมาณและศักยภาพกองทัพเรือของเยอรมนีก็ยังคงห่างไกลจากศักยภาพของกองทัพเรืออังกฤษ

แม้การเข้าสู่สงครามของอังกฤษจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการได้รับชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่การรีบเข้าสู่สงครามโดยปราศจากความพร้อมยังส่งผลให้ทหารอังกฤษต้องเสียชีวิตใน “สงครามอันน่าเวทนา” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ในช่วงเวลาที่อังกฤษตัดสินใจประกาศสงครามกับเยอรมนี อังกฤษมีกองทัพบกเพียง 7 กอง หากอังกฤษเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับกับการเมืองในภาคพื้นทวีป อังกฤษควรออกออกพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารเพื่อระดมไพร่พลเข้าสู่กองทัพตั้งแต่ก่อนปี 1914 โดยหากอังกฤษตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าว กองทัพอังกฤษก็คงสามารถจะป้องปรามการขยับขยายอำนาจของกองทัพเยอรมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุปแล้ว การย้อนกลับไปพินิจพิจารณาความสำคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งผ่านมุมมองของนักประวัติศาสตร์อย่างเฟอร์กูสัน มิได้นำไปสู่บทสรุปอันโบราณคร่ำครึในทำนองว่า เราสามารถศึกษา “บทเรียน” จากอดีตเพื่อป้องกันมิให้ความขัดแย้งเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต ในทางตรงกันข้าม คุณูประการที่สำคัญประการหนึ่งของเฟอร์กูสันคือ การชี้ชวนให้เราได้ขบคิดต่อไปว่า ชุดคำอธิบายกระแสหลักที่ยึดกุมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นมีความเหมาะสมหรือมีปัญหาในการอธิบายมากน้อยเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว “บทเรียน” ที่สำคัญมากที่สุดจากการอ่านและคิดตามเฟอร์กูสันคือ เราสามารถศึกษาปรากฏการณ์หนึ่งๆผ่านมุมมองอันแตกต่างหลากหลาย และไม่มีชุดคำตอบใดที่เป็น “ความจริงสูงสุด” ซึ่งไม่สามารถถูกตั้งคำถามหรือหักล้างได้

World War 1 Ends

__________________________________________________________

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าวศูนย์ยุโรปศึกษา ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (เมษายน- มิถุนายน 2557 หน้า 4-5)

Posted in ระหว่างประเทศ

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?: 100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนที่1)

 สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?:  100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนที่1)*

                                      โดย ฑภิพร สุพร

article-2226235-0F7F8D0300000578-696_964x682

“เขาตายในเดือนตุลาคม ปี 1918 ในวันซึ่งตลอดแนวรบ เหตุการณ์สงบอย่างที่สุด
อย่างทีรายงานกองทัพเขียนสั้นๆว่า แนวรบตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
เขานอนคว่ำหน้าอยู่กับดินเหมือนกับว่านอนหลับ เมื่อพลิกหน้าขึ้นดู
จะเห็นได้ว่าเขาไม่เจ็บปวดอยู่นานเท่าใด ใบหน้าแสดงความสงบ
เกือบจะว่าพอใจที่อวสานได้มาถึงแล้ว” – 
เอริช มาเรีย เรอมาร์ก

วันที่ 28 กรกฎาคม 1914 เป็นวันที่สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือ “มหาสงคราม” (the Great War) อุบัติขึ้นในยุโรปอย่างเป็นทางการ สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ฉายภาพสงครามยุคใหม่ (modern war) ที่ปรากฏให้เห็นการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความทันสมัยและสามารถสร้างความเสียหายในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดย นอกเหนือจากความเสียหายจากการทิ้งระเบิดในเมืองสำคัญของยุโรป ผลพวงจากความขัดแย้งของสงครามยังส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนกว่า 21 ล้านคนและ 9 ล้านคนตามลำดับ สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังถูกพิจารณาว่าเป็น “สงครามเบ็ดเสร็จ” (total war) ซึ่งบรรดารัฐที่เข้าสู่สงครามต่างระดมสรรพกำลัง (mobilize) จากทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อสร้างความเสียหายในระดับมหาศาลต่อเป้าหมายของศัตรู โดยไม่สนใจว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายทางทหารหรือพลเรือน ทั้งนี้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขั้นสูงสุดของการทำสงครามคือ การได้รับชัยชนะโดยปราศจากเงื่อนไข

ปี 2014 เป็นปีครบรอบ 100 ปี สงครามโลกครั้งที่ 1 และคำถามที่สำคัญของบทความนี้คือ สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีความจำเป็นหรือมีประเด็นใดที่ควรค่าแก่การหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือศึกษาค้นคว้าอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า แม้สงครามโลกครั้งที่ 1 จะผ่านมากว่า 1 ทศวรรษ แต่การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นกลับมิได้ตกอยู่ในฐานะของการเป็น “สิ่งศึกษา”ที่ถูกลดทอนความสำคัญลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาจากการตื่นตัวในแวดวงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในซีกโลกตะวันตก อาจกล่าวได้ว่า การศึกษาเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1ยังเป็นประเด็นที่มีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างแพร่หลาย ดังพิจารณาได้งานผลงานเรื่อง The War That Ended Peace (2013) ของมากาเร็ธ แม็คมิลแลน (Margaret MacMillan) หรือ The Sleepwalkers: How Europe Went to War in 1914 (2013)  ของคริสโตเฟอร์ คลาร์ก (Christopher Clark) ซึ่งล้วนเป็นงานที่มุ่งสำรวจตรวจสอบและนำเสนอชุดคำอธิบายใหม่เกี่ยวกับมูลเหตุของการตัดสินใจเข้าสู่สงครามของรัฐในยุโรป อย่างไรก็ดี ข้อโต้แย้งที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ ข้อเสนอจากนีลล์ เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson)นักประวัติศาสตร์คนสำคัญจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ผู้ชี้ว่าการตัดสินใจเข้าสู่สงครามของสหราชอาณาจักรถือเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

แม้เฟอร์กูสันจะเป็นนักวิชาการที่มี “ชื่อเสีย” จากการพูดไม่คิด เฟอร์กูสันเคยวิพากษ์วิจารณ์ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญ เจ้าของวรรคทอง “ในระยะยาว พวกเราก็ตายกันหมดแล้ว” ว่าเป็นแนวคิดที่ไม่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง โดยเฟอร์กูสันชี้ว่า สาเหตุที่เคนส์มีแนวคิดเช่นนั้นเป็นเพราะเคนส์ไม่มีลูกและเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าภายหลังจาก “การพูดไม่คิด”ของเฟอร์กูสัน เขาได้กลายเป็นนักวิชาการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน ตลอดจนปัญญาชนในซีกโลกตะวันตกมากที่สุดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสันก็ยังผลิตผลงานที่มีประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ของเขาก็คือ The Pity of War (1999)  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังสือที่นำเสนอมุมมองของเขาเกี่ยวกับมหาสงครามได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และในโอกาสครบรอบ 100 ปี สงครามโลกครั้งที่ 1 เฟอร์กูสันได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร BBC History Magazine ซึ่งปฏิเสธได้ยากว่า ผลงานของเฟอร์กูสันก็มีความน่าสนใจและควรค่าแก่การนำมาขบคิดต่อ แม้เราจะเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของเฟอร์กูสันหรือไม่ก็ตาม

Niall-Ferguson-007

ในทัศนะของเฟอร์กูสัน การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยโยนความผิดทั้งหมดให้แก่เยอรมนีเป็นกระบวนการที่มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือช่วยทำให้เราเข้าใจเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ชัดเจนมากขึ้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ปัญหาที่แท้จริงของสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากการรับรู้และการคาดคะเนที่ผิดพลาดของบรรดารัฐที่ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรหรือมหาอำนาจกลาง ซึ่งต่างเชื่อมั่นว่าการเข้าร่วมในสงครามจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ตน เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นที่ผิดพลาดว่าตนจะได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ในระยะเวลาอันสั้น

ในมุมมองของเฟอร์กูสัน ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของเยอรมันคาดคะเนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการทำสงครามผิดพลาดอยู่หลายครั้ง อาทิ การประเมินความเข้มแข็งของออสเตรียที่เป็นพันธมิตรของตนไว้สูงจนเกินไป หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่าเยอรมนีจะสามารถเปิดแนวรบสองด้านโดยสามารถเอาชนะฝรั่งเศสและรุกคืบไปยังรัสเซีย และไม่ถูกถูกมหาอำนาจอย่างอังกฤษเข้าแทรกแซงในสงคราม อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสันก็ชี้ว่าแม้การตัดสินใจของเยอรมนีในการให้ความช่วยเหลือออสเตรียจะสะท้อนความผิดพลาดของการคิดคำนวณในเชิงยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเยอรมนีก็มิได้เกิดขึ้นบนฐานคิดที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเขาเสนอว่าแท้จริงแล้วออสเตรียมิได้อยู่ในฝ่ายผิด เฟอร์กูสันชี้ชวนให้เราคิดต่อไปว่า เราจะมีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์การลอบสังหารอาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์ (Franz Ferdinand) แห่งออสเตรียอย่างไร หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปัจจุบัน และตัวละครที่ถูกลอบสังหารคือ โจ ไบเด็น (Joe Biden) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งถูกลอบสังหารโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลอิหร่าน

ทั้งนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า สหรัฐฯเองก็มีความจำเป็นและมีสิทธิ์ในการตอบโต้กลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างชอบธรรม เพราะฉะนั้น ในทัศนะของเฟอร์กูสัน การตัดสินใจช่วยออสเตรียของเยอรมนีจึงมิใช่การตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผลเสียทีเดียว โดยเฟอร์กูสันทิ้งท้ายในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แท้จริงแล้วออสเตรียอยู่ในตำแหน่งที่เป็นฝ่ายถูก ในขณะที่บรรดารัฐที่ให้การสนับสนุนเซอร์เบียนั้นก็ไม่ต่างอะไรก็การสนับสนุนการก่อการร้าย เหนือสิ่งอื่นใด ในทัศนะของเฟอร์กูสัน การลอบสังหารฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์มิใช่เหตุการณ์ที่นำไปสู่การอุบัติของสงครามโลก แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้นให้ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียและเซอร์เบีย ซึ่งมีผู้สนับสนุนสำคัญอย่างเยอรมนีและรัสเซีย พัฒนาไปสู่การทำสงครามระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

(โปรดอ่านต่อตอนหน้า)

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าวศูนย์ยุโรปศึกษา  ปีที่ 22 ฉบับที่1 มกราคม- มีนาคม 2557 หน้า 4-5

Posted in ระหว่างประเทศ

ความ(ไม่)มั่นคงของนักวิชาการในยุคหลังสงครามเย็น ?

972865_10152140554673492_774062441_n

เมื่อคืนผมอ่านงานของ Peter Hough ไป 1-2 บท มันโยงกับหนังสือทำนองนี้ที่เคยอ่านมานานแล้ว จริงๆมันไม่ได้มีอะไร “ใหม่” ในเชิง Concept เลยนะ นอกจากมีศัพท์ที่ใช้ไม่เหมือนกับเล่มอื่นบ้างๆ แต่รวมๆก็จะแบ่ง “ความมั่นคง” เหมือนงานอื่นๆ คือ ความมั่นคงตามแบบ (Traditional Security) ที่ให้ความสำคัญแต่เฉพาะความมั่นคงทางทหาร หรือจะเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงแบบแคบก็ได้ กับอีกกลุ่มคือ ความมั่นคงนอกแบบ (Non-traditional Security) ที่รวมประเด็นอื่นๆที่เป็น Non- Military ไปด้วย เล่มนี้ยังพูดถึง (และให้ความสำคัญมาก) กับสำนัก Securitization หรือสำนักCopenhagen (พวก Buzan, Waever, de Wilde) ที่บุกเบิกการศึกษาเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ด้วย

งานของ Hough ในบท Introduction ก็ใช้วิธีนำเสนอไม่ต่างจากงานของนักวิชาการคนอื่นๆอย่าง Barry Buzan, M. Ayoob, Ken Booth ที่บอกว่าแนวโน้มของการศึกษาความมั่นคงนี่ไม่ควรถูกจำกัดไว้แต่เฉพาะความมั่นคงตามแบบอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม การศึกษาเรื่องความมั่นคงควร “Widen” ทั้งตัวประเด็นการศึกษาให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกยุคหลังสงครามเย็น ในขณะเดียวกันก็ควร “Broaden” ตัว Level of Analysis ซึ่งไม่ได้ดูแต่เฉพาะระดับ State อีกต่อไป (Wyn Jones ถึงขนาดเรียกพวกที่ผูกตัวเองไว้กับการศึกษาเฉพาะความมั่นคงตามแบบไว้ว่าเป็น “Fetishization of the state”)

แต่จุดที่ผมรู้สึกว่าได้คำถามอะไรใหม่ๆ ก็ตอนที่เค้ายกโคว้ท John Mearsheimer ที่พูดว่า “We will soon miss the cold war.” โคว้ทนี้มันไม่ได้ง่อยๆนะครับ ผมรู้สึกเลยว่า พวกที่เป็น Traditionalist (ทั้ง Stephen Walt หรือแม้แต่ Mearsheimer เอง) นี่ไม่พอใจมากๆกับการเกิดขึ้นของสำนักความมั่นคงใหม่และพยายามทุกทางที่จะ Narrow ประเด็นด้านความมั่นคงให้อยู่แต่เฉพาะมิติทางทหาร โดยคำถามหลักคือถ้าเราสามารถ Securitize ทุกประเด็นให้เป็น “ประเด็นทางความมั่นคงได้” ทุกอย่างก็จะกลายเป็นความมั่นคงหมด และความมั่นคงมันจะกลายไปเป็นอะไร (ซึ่งจริงๆสาย Copenhagen ก็มีคำตอบให้กับคำถามนี้เหมือนกัน แต่ขอไม่เขียนถึง ณ ตอนนี้ ) แต่คำถามที่สำคัญที่สุด เหมือนที่นักวิชาการหลายคนเขียนถึง (เช่น Ayoob) คือ เมื่อพูดถึงความมั่นคงของใคร ? คำถามนี้ละครับที่มันสะกิดใจผม อธิบายง่ายๆก็คือ ไม่ใช่แต่เฉพาะ ประเด็นเรื่องการขยับขยายแนวคิดเรื่องการศึกษาเรื่องความมั่นคงให้ครอบคลุมประเด็นที่เป็น Non- Military หรือการขยับ Level of Analysis ให้ไปไกลกว่าระดับ State แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากความพยายามของทั้ง Walt, Mearsheimer และ นักวิชาการสาย Traditionalist คนอื่นๆคือ ความรู้สึก “ไม่มั่นคง” ของตัวนักวิชาการเองในโลกยุคหลังสงครามเย็น กล่าวคือ บรรดานักวิชาการที่เริ่มต้นอาชีพในยุคสงครามเย็น และศึกษาความมั่นคงตามแบบและการขับเคี่ยวแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต มาทั้งชีวิต ก็คงมีความรู้สึกโหยหายอดีตและสถานะของการผูกขาดองค์ความรู้เรื่องความมั่นคงที่ถูกท้าทายจากทั้งสำนัก Critical Security Studies และ Copenhagen School กล่าวสรุปแบบสั้นๆคือ นอกเหนือจากจะเป็นการต่อสู้ในเชิงความคิดระหว่างสำนักเก่าและใหม่ที่ต่างพยายามช่วงชิงและนิยามความหมายของคำว่า “Security” ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็นจวบจนปัจจุบันของนักวิชาการยังสะท้อนความพยายามอย่างแข็งขันในการรักษาสถานะทางความมั่นคงของอาชีพนักวิชาการของตนไม่ให้ถูก “คุกคาม” อีกนัยหนึ่งด้วย ท้ายที่สุดคงต้องโคว้ท Mearsheimer มาอีกครั้ง … “We will soon miss the cold war.” … ใช่แล้ว