Posted in เศรษฐกิจ

การอธิบายมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti Dumping) ตามแนวทางปรัชญาสัจนิยม

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบาย มาตรการการปกป้องทางการค้า เฉพาะกรณีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ผ่านมุมมองแบบสัจนิยม (Realism) ซึ่งถือเป็นแนวคิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในแวดวงรัฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  โดยการอธิบายจะครอบคลุมความหมายของแนวคิดแบบสัจนิยม และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด พร้อมทั้งอธิบายความจำเป็นในการใช้มาตรการดังกล่าวด้วยกรอบความคิดแบบสัจนิยม   นอกจากนี้การเขียนบทความชิ้นนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง“ประสบการณ์”และ“องค์ความรู้ใหม่” ที่ได้รับระหว่างการฝึกงาน กับ “องค์ความรู้เดิม” ทางรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาวิชา (discipline) ที่ใช้เป็นหลักประกอบการเขียนอีกประการหนึ่งด้วย

ปรัชญาหรือแนวคิดแบบสัจนิยม (Realism) เป็นการมองโลกบนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยให้ความสำคัญสูงสูดอยู่กับ อำนาจ ผลประโยชน์แห่งชาติ ความมั่นคงและ ความอยู่รอดของชาติเป็นสำคัญ ซึ่งในบางครั้งอาจเพิกเฉยหรือลดทอนความสำคัญในประเด็นของศีลธรรมหรือยิ่งกว่านั้นคือใช้ประเด็นทางศีลธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมเพื่อเพื่อแสวงหาและดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests)[1]ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ชาติทุกชาติให้ความสำคัญมากที่สุด ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาตินี้เองจะเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดให้รัฐบาลหรือผู้กำหนดนโยบายผลักดันนโยบายต่างๆเพื่อรองรับผลประโยชน์แห่งชาติ
สำหรับ มาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping:AD) นั้นคือ วิธีการในการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการโจมตีของสินค้าต่างประเทศที่ขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิต หรือขายในราคาต่ำกว่าสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดอื่นๆ  โดยประเทศผู้เสียหายจะต้องพิสูจน์ ให้ได้ว่ามีการทุ่มตลาดเกิดขึ้นจริงภายในประเทศ และการทุ่มตลาดนั้นส่งผลเสียอย่างสำคัญต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศจริง
เมื่อนำแนวคิดแบบสัจนิยมมาปรับใช้เพื่อจะอธิบายการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด นั้นทำได้ตามสมมติฐานที่เชื่อว่า ชาติทุกชาติล้วนทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติให้ได้มากที่สุด ผ่านเครื่องมือที่สำคัญคือ อำนาจ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าอำนาจในแนวทางแบบสัจนิยมเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมาย (Means and Goals) ในตัวของมันเอง

สำหรับอำนาจในปัจจุบันนั้นได้เบนเข็มจากอำนาจทางทหารแปรเปลี่ยนเป็นพลังอำนาจทางเศรษฐกิจผ่านทางกองทัพเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งคือบรรดาบรรษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations :MNCs)นั่นเอง ซึ่งบรรษัทเหล่านี้สร้างรายได้ให้แก่รัฐเป็นจำนวนมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น Wallmart ,Genaral Motor ซึ่งเป็นบรรษัทที่มีผลประกอบการมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของบางประเทศเสียอีกซึ่งทำให้ประเทศต่างๆพยายามโอบอุ้มบรรดาอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่เหล่านี้ รวมทั้งอุตสาหกรรมภายย่อยในประเทศของตนมิให้ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาด โดยทำทุกวิถีทางอาทิ การทุ่มตลาด การอุดหนุนทางการค้า การใช้มาตรการทางภาษี หรือแม้แต่มาตรการการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(Non Tariff Barriers : NTBs) โดยหยิบยกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นการกีดกันไม่ซื้อสินค้าจากประเทศนั้นๆซึ่งโดยแท้จริงแล้วอาจมองได้ว่าเป็นการอ้างมาตรฐานทางศีลธรรมหรือใช้ศีลธรรมบังหน้าเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนนั่นเอง

โดยแม้ว่ารัฐจะทำการปกป้องหรือให้การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในของตนแล้วก็ตามก็มิสามารถหลีกหนีการแข่งขันทางการค้าในยุคที่ระบบเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยม” ส่งผลให้รัฐที่มีข้อได้เปรียบหรือมีศักยภาพสูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่าหลายประเทศใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการผลิตสินค้าส่งออกขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนหรือเรียกว่าเป็นการทุ่มตลาดนั่นเอง  ทำให้รัฐต้องมีหน่วยงานขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการทุ่มตลาดด้วยอาทิ สำนักปกป้องและตอบโต้ทางการค้า[2] โดยมีบทบาทสำคัญเป็นทั้ง ผู้ไต่สวนให้กับสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาด และเป็น ผู้แก้ต่าง ในกรณีที่สินค้าไทยถูกกล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาด โดยการทำหน้าที่ทั้งสองนั้นก็เป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้นั่นเอง โดยครอบคลุมถึงการรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยอีกประการหนึ่งด้วย อีกนัยหนึ่งยังเป็นการให้ความยุติธรรมกับผู้ประกอบการและสร้างความชอบธรรมให้แก่ประเทศ โดยชาติอื่นก็มิสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่ามาตรการการค้าของประเทศไทยนั้นเอื้อประโยชน์ให้แก่สินค้าไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากพิจารณาแล้ว อาจมองอีกมุมหนึ่งได้ว่าสาเหตุที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องตลาดภายในประเทศนอกจากจะเพื่อการนำรายได้เข้ารัฐเองแล้ว ยังเป็นการประกันสถานะของรัฐบาลเองด้วย เพราะหากสินค้าภายในประเทศได้รับผลกระทบ อาจทำให้รัฐขาดรายได้ ส่งผลให้เกิดภาวะแรงงานในประเทศและ แน่นอนว่ารัฐอาจต้องกลายมาเป็นผู้รับภาระต่อไป รวมทั้งอาจเกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ

เราจะเห็นได้ว่าการอยู่รอดของรัฐบาลนั้นก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนภายในประเทศด้วย ดังนั้นหากจะมองว่ารัฐช่วยอุดหนุนหรือใช้มาตรการปกป้องการทุ่มตลาดนั้นนอกจากเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐเองแล้วยังเพื่อรักษาไว้ซึ่งสถานภาพของรัฐบาลไว้อีกนัยหนึ่งด้วย กล่าวโดยสรุปแล้วเราสามารถอธิบายมาตรการปกป้องทางการค้า หรือการทุ่มตลาดได้ด้วยแนวคิดแบบ
สัจนิยมที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จึงทำให้รัฐต้องมีมาตรการในการรักษาอุตสาหกรรมภายในประเทศของตน ผ่านมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาด หากถูกทุ่มตลาดโดนสินค้าต่างชาติ  ซึ่งแน่นอนว่ารัฐย่อมทำทุกวิถีทาง โดยประเด็นทางศีลธรรมถูดลดระดับเป็นประเด็นรองหรือเป็นสิ่งถูกหยิบยกมาเพื่อใช้สร้างความชอบธรรมของรัฐเองเสียมากกว่าและหากจะเรียกว่านี่คือ “สันดาน”ของรัฐในเวทีระหว่างประเทศก็คงมิผิดนักในแนวทางแบบสัจนิยม


[1] การตีความคำว่า ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests)  ในงานเขียนชิ้นนี้จะมุ่งพิจารณาในประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วความหมายของคำว่าผลประโยชน์แห่งชาตินั้นยังครอบคลุมถึง ประเด็นด้านความมั่นคงและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศ   ความอยู่ดีกินดีของประชากรในประเทศ และการดำรงรักษาเอกลักษณ์ของชาติ เป็นต้น

[2] หน้าที่หลักของสำนักปกป้องและตอบโต้ทางการค้ามี 3 ประการได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping:AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG) ซึ่งในที่นี้จะมุ่งพิจารณาเฉพาะประเด็นการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นสำคัญ

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s