Posted in ระหว่างประเทศ, เศรษฐกิจ, โลกาภิวัตน์

อาณานิคมใหม่(New Colonialism)

หากเปิดเสรีทางการค้า ทำ FTA จะช่วยพัฒนาประเทศได้รวดเร็ว
คนจะอยู่กันอย่างสบาย มีแต่ได้กับได้นะ

 

 

https://i0.wp.com/www.membershipcorp.com/mca/wp-content/uploads/2010/08/Deconstruction.jpg

“ความอยู่ดีกินดีหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ที่ถูกกล่าวอ้างจากการเปิดเสรีทางการค้า/การเงินระหว่างประเทศ นั้นไม่ต่างอะไรกับภาพลวงตาขนานใหญ่(Gigantic Illusion)ที่ถูกผลิตและผลิตซ้ำ(Reproduce)จากนักทฤษฏีที่เชื่อมั่นและได้ประโยชน์ตามสำนักเสรีนิยมใหม่(Neo-Liberalism) ที่ให้ความสำคัญต่อหลักการสามประการดังต่อไปนี้[1]

1) การเปิดเสรีทางการค้า ผ่านมาตรการลดระเบียบขั้นตอนทางเศรษฐกิจ
2.) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และ
3.)การเปิดเสรีทางการเงิน

ทั้งนี้เพื่อสลายเส้นแบ่งของรัฐชาติทำให้เกิดการค้าและผลประโยชน์ทางการค้าต่อประเทศตนมากยิ่งขึ้น หากพิจารณาตามสภาพจริงแล้วจะเห็นได้ว่าการกล่าวอ้างถึงคุณค่าและผลประโยชน์ที่ชาติต่างๆ หรือที่ประชาชนทุกคนจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันนั้นเป็นผลพวงของ เรื่องเล่าขนานใหญ่/ อภิมหาอรรถกถาธิบาย (Meta-narratives)[2] จากวาทกรรมการค้าเสรี (Free trade Discourse) ซึ่งพยายามกดทับคุณค่าของสิ่งอื่นๆ และเสนอคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่ถูกต้องที่สุดของตัวเองเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

ในโลกยุคปัจจุบันหรือเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ซึ่งมีลักษณะของการกระชับแน่นระหว่างเวลาและสถานที่(Time and Space Compression) [3]โดยเป็นผลมาจากการพัฒนาของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทำให้โลกใบนี้ซึ่งมีขนาดเท่าเดิม แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าโลกใบนี้ถูกย่อส่วนให้เล็ก และรู้สึกว่าคนทั้งโลกเสมือนหนึ่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น (Cold War)

มีนักวิชาการสายเสรีนิยม/อุดมคตินิยม(Idealism) อย่างฟรานซิส ฟูกูยาม่า(Francis Fukuyama) ผู้เขียนหนังสือ The End of History and the Last Man ชี้ว่าโลกยุคหลังสงครามเย็นนั้นจะเป็นโลกที่ปราศจากความขัดแย้ง เพราะจะมีรูปแบบการปกครองเดียวคือระบอบประชาธิปไตยที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับระบบทุนนิยมเสรี[4] แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าโลกยุคหลังสงครามเย็นหรือโลกในยุคโลกาภิวัตน์ก็มีปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงไม่น้อยกว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองช่วงสงครามเย็นแต่อย่างใด

การชี้ให้เห็นว่าการเปิดการค้าและการเงินเสรีนั้นมีแต่ “ผลดี”นั้นจึงเป็นความคิดที่แคบจนเกินไป เพราะแท้จริงแล้วเราจะเห็นได้ถึง “จุดอ่อน” และปัญหาที่นักวิชาการกระแสหลัก (Mainstream) มักมองข้ามไปโดยมักกล่าวอ้างถึงผลประโยชน์ที่ทุกชาติจะได้รับหากใช้รูปแบบการค้าเสรี  ซึ่งบรรดาประเทศที่ยังไม่พร้อมเพราะขาดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการกับการเข้าออกของเงินจำนวนมหาศาลย่อมประสบปัญหาดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 นั่นเอง

โดยความไม่พร้อมและเร่งรัดการเปิดการค้าและการเงินเสรีมักเกิดขึ้นกับประเทศโลกที่สามที่มักยอม/จำใจยอมตลอดจนถูกบีบบังคับให้เปิดเสรีทางการค้า ทำให้ปราศจากอุปสรรคทางการค้าใดๆที่จะปกป้องตลาดภายในประเทศของตนได้ ประกอบกับการขาดแคลนเทคโนโลยีทางการผลิตส่งผลให้ไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าเพื่อแข่งขันกับประเทศพัฒนาแล้วได้

นอกจากนี้และเมื่อทำการปฏิรูปทางการเงินและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ยิ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่และค่าครองชีพของคนในประเทศ ทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และสิ่งนี้เองกลายเป็นข้อต่อรองที่สำคัญประการหนึ่งระหว่างประเทศตะวันตกและประเทศโลกที่สามที่จำต้องยอมทำตามขั้นระเบียบขั้นตอนของลัทธิเสรีนิยมใหม่อันก่อให้เกิดภาวะพึ่งพิง(Dependency)ในท้ายที่สุด

อีกประการที่จะกล่าวถึงก็คือการเปิดการค้าและการเงินเสรีนำมาซึ่งการก่อตัวของรูปแบบของความขัดแย้งทางเศรษฐกิจหรือที่รู้จักกันในสภาวะอาณานิคมใหม่ (New Colonialism) ซึ่ง เป็นคำที่เกิดขึ้นเพื่อ ล้อกับความหมายของ ความเป็นเจ้าอาณานิคม(Colonialsim)ของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ชี้ว่า ลัทธิอาณานิคม หมายถึง[5] สภาวะที่ประเทศหนึ่งถูกกำกับควบคุมทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม หรือวัฒนธรรมจากอีกประเทศหนึ่ง น่าสังเกตด้วยว่าไม่ได้หมายถึงการยึดครองแล้วเข้าไปบริหารโดยตรง อย่างที่เรามักเข้าใจกัน ด้วยเหตุดังนั้นแม้ไม่ต้องเติมคำว่าแนวใหม่ลงข้างท้ายคำ ลัทธิอาณานิคมตามนิยามนี้ ก็ครอบคลุมปรากฏการณ์ทั้งในอดีต และปัจจุบันได้หมด

ภายหลังจากการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มหาอำนาจจากโลกตะวันตกต้องเสื่อมอิทธิพลลงอย่างเห็นได้ชัดจากสภาวะสงคราม อาทิ มหาอำนาจอย่างอังกฤษซึ่งครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่จนได้รับฉายาว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน(The sun never sets) ต้องยอมปล่อยดินแดนอาณานิคมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทั้งตลาดและแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของตนให้เป็นอิสระเพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลดินแดนอาณานิคม ผนวกกับการก่อตัวของกระแสชาตินิยม(Nationalism)ของชาติต่างๆที่ครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นที่ต่างเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองทั้งที่กระทำในรูปแบบของการเจรจาต่อรองและการใช้กำลังเพื่อต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมเดิม

ซึ่งแม้บรรดาชาติเหล่านี้จะได้รับเอกราชในการปกครองตนเอง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าประเทศเหล่านี้ยังคงต้องได้รับความช่วยเหลือโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเงินจากบรรดาประเทศเจ้าอาณานิคมที่มักแฝงมาในรูปของการยึดครองรูปแบบใหม่ๆหรือตกเป็นอาณานิคมใหม่ (New Colonialism)ของประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ในโลกยุคปัจจุบัน มีการเกิดขึ้นของตัวแสดงต่างๆมากมายในโลกซึ่งเข้ามามีบทบาทในเหนือตัวแสดงที่เคยผูกขาดอำนาจเดิมอย่างรัฐชาติ (Nation State) [6] โดยตัวแสดงที่สำคัญและมีบทบาทขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันได้แก่ บรรษัทข้ามชาติ ( Multinational Corporations : MNCs) ถือเป็นลักษณะหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม บรรษัทข้ามชาตินี้มีบทบาทเป็นตัวแสดงที่มิใช่รัฐ(Non – State Actor) ซึ่งเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทสำคัญและสามารถกำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งที่บรรษัทข้ามชาตินั้นเข้าไปลงทุนได้

หากจะนิยามคำว่าบรรษัทข้ามชาตินั้น รศ.จุฑาทิพ คล้ายทับทิม ได้ให้นิยามไว้ว่า บรรษัทข้ามชาติ หมายถึง บรรษัทธุรกิจเอกชนในประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งมีอำนาจการบริหาร และการกำหนดนโยบายสูงสุดในประเทศแม่และมีการดำเนินกิจการหรือสาขาครอบคลุมในหลายๆประเทศ[7]

อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของบรรดาบรรษัทข้ามชาติคือการได้มาซึ่งผลประกอบการหรือกำไรสูงสุดโดยมิได้สนใจมิติของปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา ยิ่งไปกว่านั้นบรรษัทข้ามชาติยังพร้อมที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นหรือทำการปลดพนักงานและลดขนาดองค์กรของตนเอง หากธุรกิจของตนไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างมากระหว่างบรรษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนและประเทศที่ได้รับการลงทุน ซึ่งแม้ข้อดีของการลงทุนอาจนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการจ้างงานขึ้นภายในประเทศ แต่ผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าที่อำนวยให้บรรษัทข้ามชาติสามารถถอนทุนกลับประเทศได้อย่างง่ายดายรวมทั้งประเด็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่แน่นอนว่า บรรษัทข้ามชาติเหล่านิ้มิได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้แก่บรรดาประเทศลูกได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างแน่นอน
จึงอาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างบรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นบริษัทแม่กับบริษัทลูกมีความสัมพันธ์กันแบบ ประเทศศูนย์กลาง – รัฐชายชอบ (Core – periphery Relations)[8] ที่บรรษัทแม่นั้นควบคุมและมีบทบาทสำคัญทางธุรกิจในบริษัทลูก โดยมีพื้นฐานอยู่บนการแสวงหากำไรให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้บรรษัทข้ามชาติยังมีลักษณะของการเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่อำนวยประโยชน์แก่กิจการของตน[9]

นอกจากในในโลกยุคปัจจุบันภายใต้การสนับสนุนของโลกาภิวัตน์ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทุนนิยมดอทคอม หรือทุนนิยมไร้พรมแดนที่มักลงทุนกันในภาคเก็งกำไร(Portfolio Investment)  ผ่านเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งไม่ก็เกิดการลงทุนในภาคการผลิตที่แท้จริง(Real Sector)  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอหรือความเปราะบางทางเศรษฐกิจในโลกยุคปัจจุบันที่พร้อมพังทะลายลงได้ทุกเมื่อหากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ประกอบกับ “ธรรมชาติของทุน”ที่มักเคลื่อนย้ายถ่ายโอนไปยังบริเวณที่สร้างผลกำไรได้มากกว่า โดยสามารถทำได้อย่างง่ายได้ผ่านขั้นตอนของการเปิดการค้าและการเงินเสรี   ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าลักษณะของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจจากที่ต่างๆในโลกเข้าไว้ด้วยกันนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีเสมอไป เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาอดีต เช่น ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในทวีปเอเชียเมื่อปี 1997  ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

อีกประการหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่าโลกปัจจุบันมีความเปราะบางสูง ไม่ใช่แค่เฉพาะความอ่อนแอ/ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความเปราะบางทางการเมืองและความมั่นคงอีกประการหนึ่งด้วย กล่าวคือโลกในยุคทุนนิยมดอทคอมมักโยงการเมืองให้เป็นเรื่องเดียวกันกับเศรษฐกิจ[10]กล่าวคือ หากประเทศใดไม่ยอมเปิดเสรีการค้า/การเงิน มักถูกประณามว่าเป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นเผด็จการ และบรรดาประเทศเหล่านี้ก็มิได้มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถทัดทานความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจได้จึงต้องยอมเปิดเสรีทางการค้า/การเงิน แม้ว่าประเทศของตนยังไม่พร้อมก็ตามที นอกจากนี้สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งมักส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลนั้นๆไปด้วยดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าโลกในยุคปัจจุบันเราไม่สามารถแยกระหว่างความอ่อนแอ/ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ กับความเปราะบางทางการเมืองและความมั่นคงออกจากกันได้

กล่าวโดยสรุปแล้วการเปิดการค้า/การเงินเสรีมิได้นำมาซึ่งความเจริญของประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างเท่าเทียมกันแต่กลับทำให้เกิด สภาวะของการเป็นอาณานิคมใหม่และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่จะตามมาโดยสามารถพิจารณาได้เป็นสามมิติได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

  • มิติทางการเมืองเราจะเห็นได้ว่านอกจากโลกยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ารัฐชาติถูกลดบทบาทลงด้วยอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ที่ตัดข้ามพรมแดนของรัฐชาติแล้ว ยังมีการเกิดขึ้นของตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (Non – State Actor) ซึ่งมีบทบาทสำคัญเหนือรัฐชาติเห็นได้จากการเข้าแทรกแซงจากอำนาจจักรวรรดิทางเศรษฐกิจหรือที่รู้จักกันในชื่อของบรรษัทข้ามชาติ( Multinational Corporations : MNCs)  ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนพรรคที่เอื้อผลประโยชน์ต่อบรรษัทของตน จึงเท่ากับทำให้เป็นการลดทอนอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือเขตแดนของตนและเกิดเป็นสภาวะที่เรียกว่ารัฐซ้อนรัฐนั่นเอง
  • มิติทางเศรษฐกิจแน่นอนว่า นอกเหนือจาก ประเด็นของความอ่อนแอหรือความเปราะบางทางเศรษฐกิจในโลกยุคปัจจุบันที่พร้อมพังทะลายลงได้ทุกเมื่อหากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ประกอบกับ “ธรรมชาติของทุน”ที่มักเคลื่อนย้ายถ่ายโอนไปยังบริเวณที่สร้างผลกำไรได้มากกว่า โดยสามารถทำได้อย่างง่ายได้ผ่านขั้นตอนของการเปิดการค้าและการเงินเสรี และการยึดโยงกันระหว่างเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจแล้ว  การเปิดการค้าและการเงินเสรียังเป็นการทำลายผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ ร้านค้าโชว์ห่วย ซึ่งไม่สามารถแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติที่มีกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าได้จึงทำให้ธุรกิจเล็กๆของคนในชาติต้องทยอยปิดตัวไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ประเด็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่มักหยิบยกเรื่องการบริหารจัดการที่ไม่ดีหรือการขาดธรรมาภิบาล(Good Governance) [11]แน่นอนว่าอาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง แตก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่าเป็นผลพวงหนึ่งของการลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรตามธรรมชาติของเงินในระบบทุนนิยม ซึ่งรัฐบาลของชาตินั้นๆต่างอ้าแขนรับและดำเนินนโยบายเปิดเสรีการค้าและการเงินซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายเครื่องมือชิ้นสุดท้ายในการควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินทุนซึ่งตามซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจในท้ายที่สุด

  • มิติทางสังคม การเปิดเสรีทางการค้า/การเงิน ที่กล่าวอ้างว่าทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นนั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ฉาบฉวย เพราะที่แท้จริงกลับส่งเสริมให้คนในสังคมกลายเป็นพวกวัตถุนิยมที่เน้นการบริโภคเชิงสัญญะ(Symbolic -Value)[12] นอกจากนี้รูปแบบการผลิตแบบแบ่งงานกันทำ(Specialization) เพื่อสร้างความชำนาญเฉพาะอย่าง  โดยลดทอนความคิดสร้างสรรค์ต่างของมนุษย์ และเท่ากับเป็นการตีค่าของคนให้เป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งของระบบที่ต้องดำเนินต่อไปเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามแต่การเปิดเสรีทางการค้า/การเงิน ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว แน่นอนว่ามันช่วยทำให้การแต่หากทำการเร่งรัดเปิดเสรีทางการค้า/การเงินในขณะที่ประเทศยังขาดความพร้อม ย่อมนำพาไปสู่ภาวะวิกฤตอย่างแน่นอน

นอกจากนี้หากผู้ที่เชื่อมั่นในสำนักเสรีนิยมใหม่(Neo-Liberalism) ที่สนับสนุนให้เปิดการค้าเสรีด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงควรที่จะยอมเปิดเสรีในสินค้าเกษตรกรรมเพื่อช่วยประเทศชายขอบ (Marginal Countries) ด้วยมิใช่เพียงเรียกร้องให้มีการเปิดเสรีเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตและระบบเศรษฐกิจภายในของตนเพียงเท่านั้นดังที่เห็นการในการเจรจารอบโดฮาที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้

ท้ายที่สุดแล้ว แนวทางสำหรับประเทศกำลังพัฒนาแน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกหนีจากการเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มของการเปิดเสรีทางการค้าและการเงินในโลกปัจจุบันได้  อย่างไรก็ตามแต่เราไม่จำเป็นต้องบูชาโลกาภิวัตน์ แต่เราควรเปิดใจกว้างและใช้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ มิใช่ตกเป็นทาสของมัน นอกจากนี้ในฐานะเป็นผู้บริโภคในสังคมยุคใหม่เราจึงสามารถเลือกบริโภคบนพื้นฐานของความพอเพียงที่เหมาะสมได้อีกประการหนึ่งด้วย


[1] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา

[2] ไชยันต์ ไชยพร.2550.postmodern.กรุงเทพฯ:โอเพ่นบุ๊คส์

[3] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา

[4] แท้จริงแล้วงานเขียนของฟูกูยาม่าไม่ได้ดำเนินอยู่บนความไม่สมเหตุสมผลอย่างที่ใครหลายคนทราบกัน เพราะปรัชญาของฟูกูยาม่านั้นก็มีรากฐานมาจากปรัชญาวิภาษวิธีของเฮเกล(Hegelian Dialectic) ที่เชื่อใน The End of Philosophy
ดูเพิ่มเติมใน  ไชยันต์ ไชยพร.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์

[5] นิธิ เอียวศรีวงศ์.ระบอบอาณานิคม.มติชนรายวัน วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10187

[6] Stephen Hobden and Richard Wyn Jones.2008.The Globalization of World Politics: an Introduction to International Relations .John Baylis,Steve Smith(ed.), Marxist Theories of International Relations.Oxford University Press, USA..(pp.144-159).

[7] จุฑาทิพ คล้ายทับทิม.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า 183
บรรษัทข้ามชาตินั้นมีพัฒนาการมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ดังตัวอย่างบริษัท British India ในอินเดียซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่ได้รับกฏบัตรราชอาณาจักรอังกฤษโดยสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เพื่อค้ำจุนสิทธิพิเศษทางการค้าในอินเดีย โดยสามารถผูกขาดการค้าในอินเดียได้เป็นเวลาถึง 21 ปี[7]   ในศตวรรษที่ 20 ด้วยการเติบโตของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการขนส่งทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการจัดตั้งสาขาในประเทศต่างๆเพื่อผลิตสินค้าซึ่งมีลักษณะสินค้าที่ได้เหมือนกับสินค้าที่ผลิตในประเทศแม่ทุกประการ และเริ่มมีการเคลื่อนย้ายทุนจากสหรัฐอเมริกาเข้าไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา จนอาจเรียกได้ว่าในช่วงนั้นเป็นช่วงของ Pax Americana ก็ว่าได้ บรรษัทข้ามชาตินั้นได้ดำเนินธุรกิจจนมาถึงในยุคปัจจุบันและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเทียบเท่ารัฐ ( กุลลดา เกษบุญชู-มี้ด.ทุนนิยมอังกฤษกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษที่ 19 .ฟ้าเดียวกัน 4, 4 (ต.ค.-ธ.ค. 2549) หน้า 94-109 )

[8] จุฑาทิพ คล้ายทับทิม.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

[9] ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกแซงทางการเมืองของบริษัทไอทีทีในชิลี เมื่อปี ค.ศ.1970 -1973 ใน
สมพงศ์ ชูมาก .2551. “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคปัจจุบัน(ทศวรรษ 1990 และแนวโน้ม)”.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[10] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา

[11] เพิ่งอ้าง

[12] ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริโภคเชิงสัญญะ ตามความคิดของ ฌอง โบดริยาร์ด(Jean Baudrillard)
ในสุภางค์ จันทวานิช.2552.ทฤษฎีสังคมวิทยา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,หน้า 297

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s