Posted in Uncategorized

ความคิดแบบคู่ตรงข้ามกับการก่อการร้าย 9/11 : จะเลือกอยู่ข้างเราหรือผู้ก่อการร้าย ?

ฑภิพร สุพร
นิสิตภาควิชารัฐศาสตร์ฯชั้นปีที่ 4
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ความคิดแบบคู่ตรงข้ามกับการก่อการร้าย 9/11 :
จะเลือกอยู่ข้างเราหรือผู้ก่อการร้าย ?[1] 

 

ความคิดแบบคู่ตรงข้าม(Binary Opposition/Dichotomy) ยังเป็นกรอบความคิดซึ่งมีพลังในการให้อรรถาธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทสังคมการเมืองระหว่างประเทศได้อย่างไม่”ล้าสมัย”มากเกินไปนัก โดยในบทความชิ้นนี้ผู้เขียนเลือกอธิบายความคิดแบบคู่ตรงข้ามผ่านร่องรอยทางความคิดของ เลวี่ สเตร้าส์ (Claude Levi Strauss:19089-2009)ปัญญาชนชาวฝรั่งเศสแห่งสำนักโครงสร้างนิยม(structuralism)เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อการร้าย 9/11 และการ”เลือกข้าง”

ความคิดในสกุลโครงสร้างนิยมให้ความสนใจเรื่องของสังคมในฐานะ “ระบบ” ที่เกิดจากความจริงเกี่ยวกับสังคมโดยรวม(total social facts) โดยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีสิ่งที่เป็นโครงสร้างบางอย่างซ่อนอยู่ในทุกสังคมและโครงสร้างนี้แสดงให้เห็นถึงหน้าที่ของส่วนต่างๆที่เป็นระบบเกี่ยวข้องกัน

วิธีคิดของสำนักโครงสร้างนิยม มีความคิดที่ต้องการหักล้าง/ทำลายปราการหลักประการหนึ่งของปรัชญาตะวันตก กล่าวคือเป็นสกุลความคิดที่มีลักษณะย้อนศรสวนทางกับความคิดกระแสหลักในสมัยหนึ่งของปรัชญาตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดของเรอเน เดส์การ์ต(Rene Descartes : 1596-1650) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ประกาศสัจพจน์ของปรัชญาตะวันตกว่า “I think ,therefore I am”[2] (ไชยรัตน์,2545:5) หรือ “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”[3] ซึ่งถือเป็น “หลักไมล์”สำคัญในการวางรากฐานทางความคิดให้กับความคิดแบบสมัยใหม่/สมัยใหม่นิยม  ผ่านการสถาปนาความคิดความเชื่อในเรื่องฐานะการเป็นองค์ประธาน( the human subject)  โดยประกาศว่า “I think therefore I am” (“ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่”)

นักคิดในสกุลโครงสร้างนิยมแทนที่จะมองว่ามนุษย์เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถกระทำหรือตัดสินใจอย่างมีเหตุผลด้วยตัวเองได้แต่กลับมองว่ามนุษย์เป็นเพียงร่างทรงของภาษาดังคำกล่าวของเลวี่
สเตร้าส์ที่ว่า  “เขาไม่ได้เขียนหนังสือ แต่หนังสือต่างหากที่เขียนเขา”[4] โดยเสตร้าส์ชี้ต่อไปว่าความหยิ่งทะนงทางความคิดของมนุษย์(Individual ego)[5]เช่นนี้เป็นความเหลวแหลกทางปรัชญา (“the spolit brat of philosophy”) ซึ่งสำนักโครงสร้างนิยมพยายามที่จะทำลาย(dissolve) ความคิดดังกล่าวนี้นั่นเอง

การมองแบบคู่ตรงข้ามในแบบของเสตร้าส์  กล่าวอย่างเข้าใจง่ายคือเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งจะเป็น(to be) และไม่เป็น(not to be) ในเวลาเดียวกับ และไม่อาจมีสิ่งที่เป็นกลาง[6]มันคือการมองสิ่งๆต่างๆแยกออกเป็น 2 ขั้ว เช่น วัฒนธรรม/ธรรมชาติ[7]คู่ตรงข้ามตามความคิดของเสตร้าส์ ยังสามารถพิจารณาได้จากการกำเนิดแห่งสรรพสิ่งต่างๆ(Genesis) เช่นการที่ความมืด (darkness)แยกออกจากแสงสว่าง (light) แผ่นดิน(land)แยกออกจากทะเล(sea) หรือแม้แต่ผู้ชาย(man)แยกออกจากผู้หญิง(woman)  ที่เด่นชัดที่สุดเกี่ยวกับคู่ตรงข้ามของเสต้ราส์คือในงานของเสตร้าส์คือ การอธิบายความแตกต่างระหว่างอาหารดิบและอาหารสุก(The Raw and the Cooked :1969)

เมื่อปรับใช้ความคิดของเสตร้าส์ในเหตุการณ์ภายหลังการก่อการร้าย 9/11 จะเห็นได้จากวาทะอันโด่งดังของจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช(George W. Bush:2001-2009) โดยประธานาธิบดีบุชได้ประกาศในที่ประชุมสภาครองเกรสว่า“ทุกชาติ ทุกภูมิภาค ขณะนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย”[8]ภายหลังจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว 9 วัน และถือได้ว่าคำกล่าวดังกล่าวเป็น “หลักหมุดแรก”ของการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism)

แท้จริงแล้ว  วุฒิสมาชิก ฮิลลารี่ คลินตัน(Hillary Clinton ) เองได้กล่าวในลักษณะเดียวกันในการให้สัมภาษณ์กับแดน ราเทอร์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซีบีเอส เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2001 ภายหลังจากการก่อวินาศกรรมเพียง 2 วัน[9] โดยกล่าวว่า “ทุกชาติต้องเลือกว่าจะอยู่กับเราหรือตรงข้ามกับเรา ใครที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย หรือให้การสนับสนุนทางการเงินจะต้องชดใช้[10]

ผู้เขียนคิดว่าคำกล่าวดังกล่าวของบุชมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ที่ว่าเป็นการเสนอทางเลือกให้กับโลก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับช่วงยุคสงครามเย็นที่จะโลกจะต้องเลือกข้างระหว่างจะเข้ากับสหรัฐอเมริกาหรือจะเข้ากับสหภาพโซเวียต ทั้งนี้ทั้งนั้นบริบทโลกในขณะนั้นภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาบีบให้บรรดาชาติต่างๆทั้งที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัวและชาติที่แสดงตัวว่าเป็นกลางว่าจำต้องเลือกข้างว่า “..จะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” ซึ่งถือเป็น“หลักหมุดแรก” ของการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism)

คำกล่าวของบุชไม่ต่างอะไรกับการมองทุกอย่างเป็น 2 ขั้ว 2 ข้างของเสตร้าส์ซึ่ง แท้จริงแล้วความคิดในการมองสิ่งต่างๆแบบคู่ตรงข้าม(binary opposition) มีมานานแล้ว ตัวอย่างเช่นความคิดของอริสโตเติลซึ่งได้เสนอหลักการขั้นพื้นฐานของการแสวงหาความรู้ของสิ่งที่เรียกว่า “กฎของความขัดแย้ง”(law of contradiction)[11]อย่างไรก็ตามแต่เสต้ราส์เป็นผู้จัดระเบียบระบบให้กับความคิดดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ตามแต่การมองสิ่งต่างๆแบบคู่ตรงข้ามเป็นการปฏิเสธ/ละเลยสิ่งย่อยๆรอบตัวเพื่อเลือกขั้วอย่างชัดเจน ทั้งๆที่สิ่งย่อยๆเหล่านั้นอาจมีความสำคัญก็ตาม ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของสเตร้าส์ที่ติดอยู่กับความคิดแบบโครงสร้างนิยม และที่สำคัญคือ การมองแบบคู่ตรงข้ามหรือ การจัดระเบียบสิ่งที่แตกต่างกันสองด้าน [12]จะเป็นการมองที่กดทับคุณค่าของสิ่งอื่นที่ตรงข้ามกับตน และเสนอคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่ถูกต้องที่สุดของตัวเองเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น โดยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งความต่างนั้น มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับคุณค่าที่ดีกว่า/สูงกว่าของผู้กล่าวอ้างได้ เช่น หากปราศจากความอ้วน ก็ไม่สามารถที่จะระบุ(define) รูปแบบของความผอมได้  

การที่บุชพยายาม “แบ่งแยก” ระหว่างเขา/เราอย่างชัดเจน โดยแบ่งระหว่างชาติที่อยู่ข้างสหรัฐและชาติที่อยู่ข้างกลุ่มก่อการร้าย หรือถ้าจะชี้ชัดลงไปตามมุมมองของสหรัฐคือ การแบ่งฝ่ายระหว่างธรรมะ/อธรรม หรือ พระเอก/ผู้ร้าย และการที่มี “พระเอก” อยู่ได้จำเป็นต้องสร้างให้มี “ผู้ร้าย” แม้พระเอกจะพยายามทุกวิถีทางที่จะประณาม/กำจัดผู้ร้าย แต่ทั้งนี้ “พระเอก” ก็จำเป็นที่จะต้องชูภาพของความเป็นผู้ร้ายในลักษณะที่ตนเป็นคนที่เพียบพร้อมและดีกว่า โดยหากปราศจากภาพ ภาพแห่งความเป็นผู้ร้ายแล้ว ภาพของพระเอกคงไม่สามารถปรากฏได้อย่างเด่นชัด อย่างที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วหากมองผ่านความคิดแบบคู่ตรงข้ามแล้ว สหรัฐอเมริกาเองจำเป็นที่จะต้องอาศัยกลุ่มก่อการร้าย/บินลาเด็นในฐานะคู่ตรงข้าม เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็น“พระเอก” ของตนนั่นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้นการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย(war on terror) ส่งผลกระทบต่อสภาวการณ์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ทำให้ชาติต่างๆต้อง “ขานรับ”นโยบายของสหรัฐทั้งที่เต็มใจ/กึ่งเต็มใจในเชิงบังคับ  อาทิประเทศญี่ปุ่นที่มีจุดยืนแน่นอนในการสนับสนุนสหรัฐในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งแม้ญี่ปุ่นจะมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ที่ห้ามมิให้มีกองกำลังทางทหารก็ตาม แต่สามารถมีกองกำลังป้องกันตนเอง(Self-Defense Force : SDF) ได้

ใน ปีค.ศ.2001 เมื่อวันที่ 25 พฤจิกายน ญี่ปุ่นได้ส่งเรือรบสามลำสู่มหาสมุทรอินเดีย เพื่อให้การสนับสนุนที่ไม่ใช่การรบต่อกองทัพสหรัฐและพันธมิตรในการบุกอัฟกานิสถาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ทหารญี่ปุ่นออกไปปฏิบัติการนอกประเทศ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง[13]จุดนี้เองเราจะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐอเมริก ที่มีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง[14]โดยนายกรัฐมนตรีจุนอิชิโร โคอิซูมิ (Junichiro Koizumi) ได้กล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไว้ว่า ญี่ปุ่นต้องสนับสนุนการโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมาภายหลังญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทั้งการสนับสนุนทางการเงินและการส่ง กองกำลังป้องกันตนเองจำนวน 1,100 คน เพื่อปฏิบัติภารกิจทางตอนใต้ของอิรัก ในปี 2003

นอกจากนี้ชาติพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐเช่น สมาชิกในกลุ่มนาโต้(North Atlantic Treaty Organization  : NATO) อาทิ พันธมิตรที่สำคัญอย่าง เยอรมนี ก็ให้การสนับสนุนสหรัฐในการทำสงครามครั้งนี้เช่นเดียวกัน โดยเมื่อมีการสำรวจความคิดเห็นของคนเยอรมันโดย the Allensbach Institute for Public Opinion Research จากประชาชนจำนวน 2000 คน โดยพบว่าผู้คน2 ใน 3 ประสงค์ให้เยอรมนีปรับปรุงกองทัพให้เข้มแข็งหลังเหตุการณ์ 9/11 ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่าชาวเยอรมันมีความกังวลและมีประชากรถึง1 ใน 4 ที่คิดว่าศาสนาอิสลามเป็นปัญหา[15]

ผู้เขียนตระหนักดีว่า การหยิบยืมความคิดแบบคู่ตรงข้ามมาใช้มองสิ่งๆนั้นยังมีความหละหลวม และมีจุดอ่อนในแง่ที่ว่าเป็นการมองข้ามสิ่งอยู่นอกเหนือของคู่ตรงข้ามไปเสียทั้งหมด  ในที่นี้คือยังคงมีประเทศที่ยังเป็นกลางหรือไม่ได้มีทีท่าเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัว อาทิ ประเทศไทยซึ่งส่งกองกำลังช่วยเหลือเฉพาะแต่เพียงภารกิจที่มิใช่การสู้รบโดยตรง แต่เป็นภารกิจเพื่อมนุษยธรรมหรือเพื่อฟื้นฟูบูรณะเพียงแค่นั้น

อย่างไรก็ตามแต่สุนทรพจน์ของบุชที่ให้ชาติต่างๆเลือกข้างนั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อโลกยุคหลัง 9/11(Post 9/11) โดยความคิดในการเลือกข้างของบุชยังหนีไม่พ้นการมองสิ่งต่างๆแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) หรือการมอง แบบขาว/ดำ  หรือ พระเอก/ผู้ร้าย อันเป็นมรดกทางความคิดในสกุลโครงสร้างนิยมหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความคิดแบบสมัยใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับโครงสร้างซึ่งยังมิได้ถูกรื้อถอนลงโดยความคิดแบบหลังสมัยใหม่แต่อย่างใดในบริบทนี้

 


[1] ปรับปรุงจากงานวิจัยเรี่อง วิพากษ์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : วิวัฒน์ทรรศนะเกี่ยวกับการก่อการร้ายหลังสมัยใหม่

[2] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2545. Semiology, Structuralism, Post-Structuralism and the Study of  Political Science: สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: วิภาษา หน้า 5

[3] มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.นิตเช : ในฐานะรากฐานแนวคิดปรัชญาหลังสมัยใหม่ .Retrieved on 14 Feb 2011,from http://www.midnightuniv.org/midnight2545/newpage1.html

[4] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2545. Semiology, Structuralism, Post-Structuralism and the Study of  Political Science: สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: วิภาษา หน้า 6

[5] Drolet, Michael,2004.The Postmodernism Reader: Foundational Texts .London: Routledge p.3

[6]กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน.2553.สายธารแห่งนักคิดทฤษฏี  เศรษฐศาสตร์การเมืองกับการสื่อสาร.กรุงเทพฯ:ภาพพิมพ์ หน้า 18

[7] Ouzi Elyada,n.p .The Raw and the Cooked Claude Lévi-Strauss and the Hidden Structures of Myth

[8] Every nation in every region now has a decision to make. Either you are with us, or you are with the terrorists

[9] ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=DbYGYiGjpUs

[10] “Every nation has to either be with us, or against us.  Those who harbor terrorists, or who finance them, are going to pay a price.”

[11] กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน.2553.สายธารแห่งนักคิดทฤษฏี  เศรษฐศาสตร์การเมืองกับการสื่อสาร.กรุงเทพฯ:ภาพพิมพ์ หน้า 18

[12] นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ.ม.ป.ป.บทความวัฒนธรรม มานุษวิทยาโพสต์มอเดิร์น.ม.ป.ท.

[13] ยุค ศรีอาริยะ.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์

[14] หลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญีปุ่นภายใต้นายกรัฐมนตรี โยชิดะ ชิเงรุ ดำเนินนโนบายต่างประเทศโดยยึดแนวคิดลัทธิโยชิดะ(Yoshida Doctrine) ซึ่งเน้นให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแลด้านความมั่นคงของประเทศให้ญี่ปุ่น ดูเพิ่มเติมใน ไชยวัฒน์ ค้ำชู.2551.นโยบายต่างประเทศญี่ปุ่น:ความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่อง.กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

[15] อ้างแล้ว

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s