Posted in สังคม วัฒนธรรม

การเหยียดผิวในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกผ่านกรอบความคิดแบบ Ascriptive Approaches

โดย นาย ฑภิพร สุพร*
สามารถโหลดบทความฉบับเต็ม (25หน้า) ได้จาก  http://www.mediafire.com/?mwosamipe15m0ke


แม้จะเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ(English Premiership) เป็นลีกฟุตบอลอาชีพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก[1] อย่างไรก็ตามแต่ในพรีเมียร์ลีก[2]ก็ยังปรากฏให้เห็นถึงประเด็นปัญหาการเหยียดผิว(Racism)[3]ซึ่งยังเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยในเบื้องต้นผู้เขียนคิดว่าก่อนที่จะศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเหยียดผิวในพรีเมียร์ ควรที่จะศึกษาถึงที่มาที่ไปตลอดจนประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งพรีเมียร์ลีกโดยสังเขปเสียก่อนเป็นอันดับแรก

แท้จริงแล้วพรีเมียร์ลีกพึ่งมีการก่อตั้งเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ.1995 หรือเมื่อ 16 ปีที่แล้วนี่เอง แต่ “16  ปีแห่งความหลัง ” พรีเมียร์ได้พิสูจน์ตัวเองถึงความยิ่งใหญ่ โดยหลังจากวิกฤตช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงตกต่ำที่สุดยุคหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษ หรืออาจเรียกว่าเป็นยุคมืด(Dark Age) ก็คงมิผิดนักภายหลังจากเหตุการณ์ที่กลุ่มฮูลิแกน(Hooligan) หรืออันธพาลลูกหนัง ยกพวกไปทำร้ายแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามที่สนามเฮย์เซล์(Heysel Stadium)ในประเทศเบลเยี่ยม  ยังผลให้ฟุตบอลอังกฤษถูกแบน(banned) จากฟุตบอลในภาคพื้นยุโรปไปโดยปริยายและที่สำคัญคือทำให้ฟุตบอลอังกฤษต้องตามหลังลีกฟุตบอลอย่างกัลโช เซรีอา(Serie A) อิตาลี , ลาลีกา (La Liga) สเปน รวมทั้งบุนเดสลีกา(Bundesliga) เยอรมัน โดยหากจะกล่าวว่าผลพวงกลุ่มอันธพาลลูกหนังนั้นเป็นโรคร้ายของฟุตบอลอังกฤษ(British Dicease)[4]ก็คงมิผิดนัก

อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งตอกย้ำยุคมืดของฟุตบอลอังกฤษคือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรม แฟนบอลเหยียบกันตายที่ฮิลสโบโรห์(Hillsborough disaster)[5] ปี 1989 ในเกมรอบตัดเชือก (Semi-Final) ฟุตบอลเอฟเอคัพ(the FA Cup)[6] ระหว่างลิเวอร์พูล(Liverpool) กับน็อตติงแฮมฟอร์เรส (Nothingham Forest) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 96 ศพและบาดเจ็บถึง 150 คน

จากเหตุการณ์ที่ฮิลสโบโรห์เป็น “หลักหมุด” สำคัญของการปรับโครงสร้างและยกเครื่อง(overhaul) มาตรฐานสนามและความปลอดภัยเสียใหม่หมดภายใต้การผลักดันของปีเตอร์ เมอเรย์  เทเลอร์ (Peter Murray Taylor) หรือลอร์ด จัสติส เทย์เลอร์[7] (Lord Justice Taylor ) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปวงการลูกหนังอังกฤษ  จนกระทั่งสามารถก่อตั้งเป็นพรีเมียร์ลีกในปี ค.ศ. 1992 ภายใต้การบริหารของสมาคมฟุตบอลอังกฤษในท้ายที่สุด

พรีเมียร์ลีกยังประกอบด้วยนักเตะต่างชาติ(foreign players) ซึ่งมีจำนวนมากถึง 337 คนจาก 66 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นจาก ทวีปยุโรป อเมริกาใต้รวมทั้งนักเตะจากแอฟริกาและเอเชียซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาดการซื้อขายแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ด้วยความสำเร็จในยุคนี้ของพรีเมียร์ผู้เขียนคิดว่าคงไปไกลเกินไปนักหากจะกล่าวว่าภายหลังจาก “ยุคมืด” พรีเมียร์ลีกในทศวรรษ 1980   พรีเมียร์ลีกได้ก้าวเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ(Renaissance) ในทศวรรษ 1990 และอยู่ในยุคทอง(Golden Age) โดยกลายเป็นลีกฟุตบอลอาชีพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก

เป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงปี 1992 มีนักฟุตบอล ที่ไม่ได้เป็นคนอังกฤษ/หรือไอริช (non-British or Irish footballers) ค้าแข้งอยู่เพียง 11 คน แต่ทว่าช่วง ปี 2007 มีนักฟุตบอลต่างชาติเพิ่มมากขึ้นถึง 250 คน[8] เช่นเดียวกับการเข้ามาของโค้ช/ผู้จัดการทีม เช่น อาแซน เวนเกอร์(Arsene Wenger ) เชรา อูลิเย (Gerrard Houllier) โฆเซ่ มูรินโย่ (Jose Mourinho ) ราฟาเอล เบนิเตซ(Rafael Benitez) ซึ่งปฏิเสธมิได้ว่าการเข้ามาของนักเตะและโค้ชชาวต่างชาติช่วยผลักดันและยกระดับมาตรฐานฟุตบอลของพรีเมียร์ลีกให้ก้าวไปอีกขึ้น

แม้ว่าพรีเมียร์จะมีการจัดการบริหารผ่านสมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือผ่านการรณรงค์จากนักเตะชื่อดัง ร่วมกับผลิตภัณฑ์กีฬาในการต่อต้านการเหยียดสีผิว[9]  แต่ปัญหาดังกล่าวยังคงปรากฏให้เห็นทั้งในระดับนักเตะ สต๊าฟโค้ช กองเชียร์ และผู้บรรยายกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเหยียดผิวระหว่างสโมสรให้เห็นอยู่เป็นนิจ อาทิ กรณี เจสัน ยูเอล(Jason Euell) นักฟุตบอลทีมแบล็กพูล(Blackpool) สัญชาติอังกฤษเชื้อสายจาไมกัน(Jamaican-English)ซึ่งถูกแฟนบอลของทีมสโต๊ก ซิตี้(Stoke City)เหยียดผิวระหว่างเกมที่แบล็กพูลพบกับสโต๊ก ซิตี้[10]

อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความสำคัญคือประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจซึ่งทำรายได้มหาศาลจากรายได้การถ่ายทอดสด โดยบริษัทสกายสปอร์ต (Skysports) ได้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดการแข่งขันพรีเมียร์ลีก โดยคิดเป็นรายได้ทั้งหมดที่สกายสปอร์ตต้องจ่ายให้พรีเมียร์ลีกเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1.7 พันล้านปอนด์ (£1.7billion) โดยได้สิทธิ์ในการแพร่ภาพการแข่งขันไปยังกว่า 200 ประเทศทั่วโลก[11] รายได้จากการขายชุดแข่ง (kits)ในแต่ละฤดูกาล  รวมทั้งเงินสนับสนุนจากการโฆษณา/สปอนเซอร์  ซึ่งนับว่ามีบทบาทอย่างยิ่งในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ  รวมทั้งรายได้จากการแข่งขันฟุตบอลถ้วยต่างๆ อาทิ ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีก (UEFA Champions League) ยูฟ่าคัพ(UEFA Cup) เอฟเอคัพ(the FA Cup) และคาร์ลิ่งคัพ(the Carling Cup)  ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พรีเมียร์ลีกอุดมไปด้วยเม็ดเงินและผลประโยชน์มหาศาล จึงทำให้พรีเมียร์เป็นที่น่าสนใจทั้งมิติของการเป็นเบ้าหลอมของนักเตะนานาชาติซึ่งมาพร้อมกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันไม่สามารถแยกออกจากกันได้


* นิสิตชั้นปีที่ 4  คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์ฯ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  E-mail :huliocruz@msn.com   บทความนี้ดัดแปลงจากรายงานเรื่องการเหยียดผิวในฟุตบอลบอลพรีเมียร์ผ่านกรอบความคิดแบบ Ascriptive Approaches ในวิชา Selected Topics in International Relations
ผู้เขียนขอขอบคุณอ.ดร.กิ่งกนก ชวลิตธำรงค์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้คิด และ”เลือกทำ”รายงานอย่างเป็นอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นอาจกล่าวได้ว่าทำให้ผู้เขียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ผู้เขียน”รัก”นั่นคือฟุตบอลเข้ากับหลักวิชาความรู้ ซึ่งคงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงไปว่าถือเป็นงานเขียนที่ผู้เขียนรู้สึกมีความสุขที่สุดงานหนึ่งก็ว่าได้

[1]
 Premier league. A History of The Premier League. Retrieved on Jan. 29,2011, from http://www.premierleague.com/page/History/0,,12306,00.html

[2]  พรีเมียร์(Premier League )มีพัฒนาการมาจากลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ลีกในปี ค.ศ.1995  โดยปัจจุบันพรีเมียร์ลีกเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ตามมาด้วย  Football League Championship, Football League One, Football League Two, Conference National Conference North and Conference South

[3] ความหมายของคำว่า Racism ตามพจนานุกรมศัพท์รัฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ.2552 ได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง “คตินิยมเชื้อชาติ” ซึ่งคือคติความเชื่อว่า บุคคลมีลักษณะและความสามารถแตกต่างกันแต่กำเนิด เนื่องมาจากความแตกต่างกันในเรื่องของเชื้อชาติ โดยเฉพาะมีความเชื่อว่า เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของตนดีกว่าและเหนือกว่าเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อื่น ฉะนั้นจึงสมควรมีอภิสิทธิ์ทั้งทางการเมืองและสังคมที่เหนือกว่า โดยคตินิยมเป็นปัจจัยนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคมหรือในชาติ การแบ่งแยกสีผิวหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจนบางครั้งเป็นต้นเหตุของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรประหว่างสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2( พจนานุกรมศัพท์รัฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.2552.Racism.กรุงเทพฯ:อรุณการพิมพ์ ) ทั้งนี้คำว่ามีการใช้คำว่า racial discrimination  ตามความหมายขององค์การสหประชาชาติ(United Nations: UN) เช่นเดียวกัน

 ดูเพิ่มเติมที่ United Nations. International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination. Retrieved on Jan. 29,2011, fromhttp://www.hri.org/docs/ICERD66.html และ  Benedict, R.1983. Race and racism. Routeledge and Kegan Paul, London. , Miles, R.1989. Racism. Routledge, London. ,Banton, M.1970. The concept of racism. In Race and Racialism, (ed. S. Zubaida). Tavistock Publications, London

[4] Social Issues Research Centre. Executive summary. Retrieved on Feb. 1,2011, from http://www.sirc.org/publik/fvexec.html http://www.sirc.org/publik/fvexec.html

[5]  The University of Liverpool’s Football Industry Group. FACT-SHEET TWO: HILLSBOROUGH AND THE TAYLOR REPORT. Retrieved on Jan. 29,2011, from http://www.liv.ac.uk/footballindustry/hborough.html

[6] เอฟเอคัพ (FA Cup) เป็นฟุตบอลถ้วยที่ใช้การแข่งขันแบบแพ้คัดออก หรือที่เรียกว่าน็อกเอาต์ จัดการแข่งขันและตั้งชื่อตามสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association – FA) เอฟเอคัพเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลก  ดูเพิ่มเติมที่  The FA Cup.THE FA.Retrieved on Jan. 29,2011, from http://www.thefa.com/thefacup

[7]  ปีเตอร์ เมอเรย์ เทยเลอร์ (Peter Murray Taylor) หรือ บารอน เทย์เลอร์ แห่งกอสฟอร์ต (Baron Taylor of Gosforth : 1 May 1930 – 28 April 1997 )

[8] Premier league. A History of The Premier League. Retrieved on Feb. 5,2011, from http://www.premierleague.com/
page/History/0,,12306,00.html

[9] อาทิ โครงการ Kick it out หรือ Stand up speak up ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป

[10] Blackpool gazette. Holloway slams ‘disgusting’ attack . Retrieved on Jan. 19,2011, from
http://www.blackpoolgazette.co.uk/sport/holloway_slams_disgusting_attack_1_383937

[11]  Premier league. About us FAQs. Retrieved on Jan. 19,2011, from http://www.premierleague.com/page/Faqs

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s