Posted in อื่นๆ

รัฐฆราวาส : ข้อเสนอบางประการต่อหลักการแบ่งแยกระหว่างรัฐและโบสถ์(วัด) ในสังคมไทย

แม้จะมีข้อเสนอว่าสังคมไทยเป็นสังคมพหุนิยมและเป็นสังคมที่ “ให้อิสระในการนับถือศาสนาแก่ประชาชน” แต่ทั้งนี้ปฏิเสธได้ยากกว่าจินตภาพของพุทธศาสนิกชนในสังคมไทยนั้นยังยึดโยงอยู่กับแนวคิดที่ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุด เฉกเช่นเดียวกับความพยายามที่จะสถาปนาให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มองข้ามความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาและชาติพันธุ์ในสังคมไทยอย่างน่าประหลาดใจแต่ท้ายที่สุดแล้วข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นอันตกไป

อย่างไรก็ตามแต่ข้อเสนอล่าสุดที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อสถานะของศาสนาพุทธและศาสนอื่นๆในสังคมไทยคือพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาฉบับใหม่   ซึ่งมีบางมาตราที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นปัญหา อาทิมาตรา 9 ซึ่งระบุว่า การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้

คำถามสำคัญที่ตามมาคือทำไมศาสนาพุทธถึงได้รับอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่น ? ทำไมศาสนาอื่นไม่ได้รับการปกป้องเฉกเช่นเดียวกับศาสนาพุทธ ? ถ้าคนพุทธด่าศาสดาของศาสนาอื่นบ้างจะเป็นอย่างไร ?  คำตอบที่สังคมควรจะตอบไม่ควรวนอยู่กับชุดคำตอบเช่น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีกว่าศาสนาอื่น เพราะเรื่องศรัทธาและความเชื่อยากที่จะหามาตรวัดที่แน่นอนและเป็นเอกฉันท์ระหว่างสมาชิกในสังคม ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาถึง ศาสนาพุทธในประเทศไทย คงเป็นการยากที่จะกล่าวว่า เป็นศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์ กล่าวคือแท้จริงแล้วศาสนาพุทธและพุทธศาสนิกชนในประเทศไทย ต่างรับขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ จากทั้งพราหมณ์ ขอม รวมทั้งการนับถือผีสางเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ

คำถามข้างต้นเหล่านี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับความคิดในการสร้างรัฐสมัยใหม่ (modern state) หรือที่เรียกว่ารัฐฆราวาส (secular state) กล่าวคือเป็นรัฐที่แยกระหว่าง รัฐและโบสถ์ (Separation of Church and State) เพื่อก่อให้เกิดความเป็นกลางทางศาสนา กล่าวคือ รัฐไม่สนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ  เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หากรัฐเลือกที่จะให้การสนับสนุนหรืออุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษแล้ว ย่อมเกิดความไม่เท่าเทียมกับศาสนาอื่นๆและยังผลให้เกิดปัญหาตามมาในท้ายที่สุด

แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็น”ศาสนา” แต่อาณาบริเวณของความเป็นการเมืองย่อมครอบคลุมและมีอิทธิพลอยู่ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ดังนั้นหากรัฐส่งเสริมหรืออุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาใดเป็นพิเศษ ย่อมก่อให้เกิดความคลาดเคืองใจระหว่างผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนานั้น จนก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอื่นหรือเป็น”คนนอก”ในสังคม ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติของรัฐไทยต่อชาวมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในสมัยของการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง กล่าวคือรัฐไทยต้องการกลืนกลายวัฒนธรรมมุสลิมโดยอาศัยวัฒนธรรม”บางกอก”  การใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาราชการ รวมทั้งการนำคนไทยพุทธจากภาคอื่นๆเข้าไปอาศัยในบริเวณดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุดนำมาซึ่งปัญหาที่ “ร้าวลึก”ดังเช่นปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามแต่เมื่อแนวคิดเรื่องรัฐฆราวาสมาปรับใช้กับสังคมไทย คงไม่ไกลเกินไปนักหากจะกล่าวว่า รัฐไทยนั้นยังห่างไกลกับสิ่งที่เรียกว่ารัฐฆราวาส แม้ในกระแสธารของโลกาภิวัตน์และการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตกจะทรงพลังมากเพียงใด แต่รัฐไทยยังมีความผูกพันและยึดโยงอยู่กับขนบธรรมเนียมประเพณีแบบพุทธอย่างแนบแน่น  และเป็นที่แน่นอนว่าการที่รัฐไทยยังผูกโยงอยู่กับพุทธศาสนาไม่ได้นำมาซึ่งผลเสียโดยตรง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หลักการและเหตุผลไม่สามารถเข้าช่วงชิงพื้นที่หรือตรวจสอบ “ศรัทธา” ของชาวพุทธในประเทศได้เลย  สุดท้ายแล้วปัญหาที่แท้จริงในสังคมไทยคือการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของ”วัด”กับ”รัฐ” และควรเปิดช่องทางให้มีการตรวจสอบการทำงานของวัด พระ กรรมการวัด ฯลฯ ได้ด้วย ปัญหาอันเป็นรูปธรรมที่พบเห็นได้ในสถาบันสงฆ์ของประเทศไทยที่เห็นได้ชัดเจนคือ  การขาดกลไกตรวจสอบเรื่องการบริหารจัดการเงินบริจาค ซึ่งไม่สามารถชี้แจง(หรือไม่จำเป็นต้องชี้แจง) ได้ว่าภายใน 1 ปี วัดมีรายได้เท่าไหร่ ? มีการจัดสรรปันส่วนรายได้ระหว่าง “พระ” กับ “วัด” มากแค่ไหน ?

คงไม่ไกลเกินไปนักหากจะกล่าวว่า การปฏิรูปพุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งต่ออนาคตของศาสนาพุทธในประเทศไทย ซึ่งหากอาณาบริเวณแห่งศรัทธายังเป็นอาณาบริเวณที่ปราศจากความโปร่งใสและการตรวจสอบท้ายที่สุดแล้วความเสื่อมโทรมก็จะมาเยือนศาสนาพุทธมิช้าก็เร็ว

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจหากเราจะมองความเป็นพุทธด้วยสายตาของคนนอกดูบ้าง เพื่อจะได้เห็นความบิดเบี้ยว ผิดรูป หรือสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งยากที่จะมีสิ่งใดที่สมบูรณ์พร้อมและอยู่เหนือความผิดพลาดหรือการวิพากษ์วิจารณ์ไปเสียหมด  เพราะสังคมไทยมิได้เป็นสังคมที่“เป็นเนื้อเดียวกัน” หากแต่เป็นสังคมแห่งความแตกต่างหลากหลายที่ควรเปิดพื้นที่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยเหตุผล มิใช่สังคมในสมัยยุคกลางที่อาศัยแต่เพียงศรัทธาในการมองโลก

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s