Posted in ระหว่างประเทศ

Regimes and the limits of realism: Regimes as autonomous variables

        Regimes and the limits of realism: Regimes as autonomous variables*


อถกเถียงหลักของ Krasner ในงานชิ้นนี้คือการเสนอว่าเมื่อ regime ถูกสถาปนาขึ้นมาแล้ว “จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง” กล่าวคือ regime จะมีความเป็นอิสระจาก Basic Casual Factor  อันได้แก่ขีดความสามารถของรัฐมหาอำนาจหรือ Hegemon ซึ่งเป็นผู้สร้าง Regime โดย Krasner ชี้ว่าเมื่อ regime ถูกสถาปนาขึ้นแล้วจะสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ ผ่านกฎเกณฑ์ หลักการหรือบรรทัดฐานซึ่งสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงอำนาจของ Hegemon ได้ โดยแม้ว่า Hegemon ซึ่งมีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง regime จะมีการเปลี่ยนแปลงในขีดความสามารถของรัฐ Regime ก็ยังสามารถดำรงอยู่ต่อไป

Krasner เปรียบเทียบการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่าน 2 ตัวแบบสำคัญของแนวคิดสัจนิยม อันได้แก่ ตัวแบบเรื่องลูกบิลเลียด (Billiard Model) และตัวแบบแผ่นเปลือกโลก (Tectonic Plates Model) โดยตัวแบบเรื่องลูกบิลเลียดเป็นมุมมองที่ครอบงำวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงยุค 1960 ซึ่งโลกตกอยู่ในห้วงเวลาของสงครามเย็นซึ่งมีการขับเคี่ยวแข่งขันระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต โดยตัวแบบเรื่องลูกบิลเลียดให้ความสำคัญการทหารและความมั่นคงเป็นหลักและสนใจเฉพาะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ-รัฐเป็นสำคัญ ตัวแบบเรื่องลูกบิลเลียดมองว่าในระบบระหว่างประเทศมีเพียงรัฐโดยอุปมาว่ารัฐแต่ละรัฐเปรียบเสมือนลูกเบียด กล่าวคือพิจารณาระบบระหว่างประเทศโดยไม่พิจารณาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศซึ่งถูกเปรียบเป็นโต๊ะบิลเลียด ทั้งนี้รัฐในมุมมองนี้มุ่งที่จะแสวงหาประโยชน์/ อำนาจของตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้โลกในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นไปในรูปแบบของ zero-sum game

Stephen D. Krasner

ตัวแบบที่ Krasner เสนออีกรูปแบบหนึ่งคือตัวแบบแผ่นเปลือกโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมภายนอก และมิได้ยึดติดแต่เพียงการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้น โดยมุมมองนี้สะท้อนว่ารัฐทั้งหลายแม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ใช่ว่ารัฐจะต้องการมีอำนาจเหนือกว่ารัฐอื่นเสมอไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐมิได้เป็นไปในรูปแบบของ zero-sum game แต่อาจเล็งเห็นผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual gain) ระหว่างรัฐทั้งหลายหรือดำเนินไปบนรูปแบบของ absolute gainนั่นเอง  โดยข้อเสอดังกล่าวได้เปิดช่องสำคัญของการสถาปนา regime ในระบบระหว่างประเทศเพื่อกำกับควบคุมดูแลผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละรัฐ

นอกจากนี้ Krasner ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของสัจนิยมในการอธิบายระบบความสำคัญระหว่างประเทศ ประการแรกคือ มุมมองของสัจนิยมต่อ distribution of power ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับ hegemon เป็นหลักตลอดจนเชื่อมั่นว่าโครงสร้างเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของรัฐ  ประการที่สองคือมุมมองของสัจนิยมต่อ regime สัจนิยมยังคงติดอยู่กับการมองตัว หลักการ  กฎเกณฑ์  บรรทัดฐาน และกระบวนการตัดสินใจ   โดยคาดหวังว่าหลักการข้างต้นจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของตัวแสดงในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  นอกจากนี้จุดอ่อนสำคัญอีกประการหนึ่งของสัจนิยมต่อการทำความเข้าใจ Regime คือ ความไม่สอดคล้องระหว่าง distribution of power กับ behavior และ outcomes  โดยการเปลี่ยนแปลงใน distribution of power  อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ regime ก็เป็นได้ เพราะ regime ในทรรศนะของ Krasner มีวงจรชีวิตเป็นของตนเอง กล่าวคือเป็น regime มีความเป็นอิสระจากการกำหนดหรือควบคุมจากผู้สร้าง ตัวอย่างที่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่ Krasner หยิบยกขึ้นคือกรณีปัญหาวิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งสะท้อนภาพความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ แต่ระบบเศรษฐกิจโลกก็มิได้พังทลาย ข้อเสนอของ Krasner คือแม้ขีดความสามารถของ Hegemon จะลดน้อยถอยลง แต่ตัว regime ซึ่งในกรณีนี้คือระบบเศรษฐกิจโลกก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้แม้จะมีหรือไม่มี Hegemon เป็นตัวกำกับ/ควบคุม regime

การสถาปนา Regime

การสถาปนา Regime ในทรรศนะของ Krasner ปรากฏให้เห็นเมื่อเกิดความต่อเนื่องของระบบระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการเกิดสงครามครั้งใหญ่ ทั้งนี้ในช่วงแรกรัฐมหาอำนาจจะสถาปนา regime เพื่อผลประโยชน์ของตนเองผ่านการกำหนดชุดหลักการ บรรทัดฐาน กฎกติกาในการกำกับควบคุม regime ในช่วงเวลาต่อมาจะปรากฏให้สภาวะที่ regime และขีดความสามารถของรัฐมหาอำนาจเริ่มแยกออกจากกัน อย่างไรก็ตามแต่ตัวหลักการและบรรทัดฐานใน regime นั้นมีความทนทานเพียงพอ ตลอดจนจนสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยึดติดอยู่กับการดำรงอยู่ของรัฐมหาอำนาจผู้สถาปนา regime อย่างไรก็ตามแต่ regime จะมีกลไกในการปรับตัวผ่านสิ่งที่เรียกว่าความเฉื่อย (lags) และการสะท้อนกลับ (feedback)

Lags และ Feedback

     Lags หรือความเฉื่อยคือสภาวะที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆภายในระบบแต่ regime ยังคงมีกลไกซึ่งสามารถปฏิบัติการต่อไปได้ โดย Krasner ได้ชี้ว่าสภาวะ lags นั้นเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. ธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือปฏิบัติกันมา (Custom and Usage) ถือเป็นปัจจัยประการแรกที่สนับสนุนสภาวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อ regime โดยปัจจัยนี้สะท้อนว่า แม้อำนาจหรือผลประโยชน์จะแปรเปลี่ยนไป แต่รูปแบบพฤติกรรมอันยึดถือปฏิบัติกันมามิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดเพราะถือเป็นสิ่งที่ตัวแสดงประพฤติปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน
  2. ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนสะท้อนว่าตัวแสดงไม่สามารถคาดการณ์เกี่ยวกับผลลัพธ์อันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือการก่อกำเนิดของ regime ใหม่ได้ ทั้งนี้แม้ตัวแสดงจะไม่พอใจกับ regime เดิม แต่ด้วยความไม่แน่นอนอันอาจเกิดขึ้นได้ จึงทำให้ตัวแสดงไม่เลือกที่จะเข้าร่วมกับ regime ใหม่และปฏิเสธ regime เดิม
  3. กรอบความคิดเรื่องกระบวนการรับรู้ (Cognitive  Framework) ปัจจัยนี้สะท้อนว่าแม้ตัวแสดงไม่พอใจกับ regime  เดิมที่มีอยู่แต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้าง regime ใหม่ได้เพราะขาดกรอบความคิดเรื่องกระบวนการรับรู้ที่เพียงพอ ซึ่ง regime ที่จะมีเสถียรภาพจะต้องถูกสร้างผ่าน consensual knowledge ซึ่งจะเอื้อต่อการสร้างข้อตกลง หลักการณ์ บรรทัดฐาน กฏเกณฑ์ ตลอดจนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ

ในขณะที่การสะท้อนกลับหรือ feedback เป็นกลไกซึ่งสะท้อนการมีปฏิสัมพันธ์ของรัฐซึ่งเป็นสมาชิกภายใน regime โดย feedback สะท้อนการปรับตัวเพื่อรองรับผลประโยชน์หรืออำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปของสมาชิกใน regime นั้นๆ โดย Krasner เสนอว่ารูปแบบของ feedback นั้นปรากฏให้เห็นได้ใน 4 รูปแบบดังต่อไปนี้

  1. การคิดคำนวณเกี่ยวกับผลประโยชน์ – Feedback ในรูปแบบนี้ตัวแสดงจะคิดคำนวณบนพื้นฐานของการได้รับผลประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาจากโอกาสและแรงจูงใจ (incentive) ซึ่งจะได้รับจากการดำรงอยู่ของ regime นั้นๆ นอกจากนี้ Krasner ยังได้ยกข้อเสนอของ Keohane และHass ซึ่งชี้ว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารถือเป็นช่องทางสำคัญของการเพิ่มพูนผลประโยชน์ซึ่งตัวแสดงพึงจะได้รับ
  2. การเปลี่ยนแปลงของผลประโยชน์ – Feedback ในรูปแบบนี้ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของผลประโยชน์เกิดขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนของข้อมูลข่าวสาร ความรู้และความเข้าใจ ตลอดจนการเกิดขึ้นชของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (property rights) โดย Krasner ชี้ว่าเมื่อเกิดการไหลเวียน/แลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นในประเด็นหนึ่งๆ อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลประโยชน์ซึ่งเกิดขึ้นการจากเพิ่มของต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity costs) ที่เปลี่ยนแปลงไป
  3. Regime ในฐานะแหล่งของอำนาจ – กลไกของ Feedback ในรูปแบบนี้ชี้ว่า regime อาจถูกใช้โดยตัวแสดงอันมีขีดความสามารถภายในประเทศซึ่งจำกัด โดยการสถาปนา regime อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรองรับผลประโยชน์ของตัวแสดง โดยในช่วงแรกรัฐมหาอำนาจจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการสร้าง regime ตรงข้ามกับรัฐซึ่งอ่อนแอกว่าซึ่งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก regime เพื่อเพิ่มพูนผลประโยชน์ภายในประเทศของตัวเองได้ อย่างไรก็ตามแต่ Krasner ชี้ว่าดังกรณีตัวอย่างใน lags ซึ่งสะท้อนสภาวะของความไม่สอดคล้องกันระหว่าง regime และขีคความสามารถของมหาอำนาจ และเป็นช่องทางสำคัญซึ่งอ่อนแอกว่าจะใช้เพื่อได้รับผลประโยชน์หรือเพิ่มพูนอิทธิพลจาก regime
  4. Regime และสมรรถนะในเชิงอำนาจของตัวแสดง – feedback รูปแบบสุดท้ายในทรรศนะของ Krasner ชี้ว่า regime สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพของตัวแสดงหรือสมาชิกภายใน regime ผ่านการเพิ่มเติมหรือลดทอนทรัพยากรของแต่ละตัวแสดงได้ feedback ในรูปแบบนี้สามารถอธิบายผ่านแนวคิดทฤษฏีพึ่งพิง (dependency theory) ซึ่งรัฐที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติทางเศรษฐกิจจะทำการตักตวงผลประโยชน์จากรัฐที่อ่อนแอกว่า โดยตัวอย่างที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมคือบทบาทของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนการตักตวงผลประโยชน์จากรัฐที่เข้มแข็งจากรัฐที่อ่อนแอกว่านั่นเอง

กล่าวโดยสรุปแล้วงานชิ้นนี้ของ Krasner ชี้ให้เห็นถึงจำกัดของชุดคำอธิบายแบบสัจนิยมเชิงโครงสร้างซึ่งยังยึดติดอยู่กับโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหรือการเปลี่ยนแปลงใน distribution of power ของรัฐว่ามีส่วนสำคัญต่อการดำรงอยู่ regime โดยอาจกล่าวได้ว่า regime จะดำรงอยู่ต่อไปได้หากมี Hegemon เป็นผู้กำกับดูแล ในทางตรงกันข้าม regime จะได้รับผลกระทบหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใน distribution of power ในทางตรงกันข้าม Krasner เสนอว่าregime มีความเป็นอิรสระ ตลอดจนความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงหรือหากกล่าวในภาษาของ Krasner คือ regime เมื่อถูกสถาปนาขึ้นแล้วจะมีชีวิตเป็นของมันเอง อย่างไรตามแต่ regime นั้นสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกับผลประโยชน์ที่แปรเปลี่ยนของสมาชิกภายใน regime

* Stephen D. Krasner.International Organization.Vol. 36, No. 2, International Regimes (Spring, 1982), pp. 497-510

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s