Posted in ระหว่างประเทศ

ศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศในทรรศนะของ Stanley Hoffmann [1]

Duties Beyond Borders: On the Limits and Possibilities  of Ethical International Politics[1]      

Duties Beyond Borders: On the Limits and Possibilities of Ethical International Politics (1981)

ข้อถกเถียงหลักในงานชิ้นนี้ของ Hoffman วางอยู่บนคำถามอันเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศ คำถามหลักของ Hoffman คือ “ประเด็นทางศีลธรรม”เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏในการเมืองระหว่างประเทศได้หรือไม่ และหากปรากฏอยู่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขใด เหนือสิ่งอื่นใดการทำความเข้าใจงานเรื่อง Duties Beyond Borders ของ Stanley Hoffmann เลี่ยงมิได้ที่จะพิเคราะห์ถึง “จุดยืน” ทางความคิดของ Hoffman เสียก่อนเป็นอันดับแรก Hoffmann นิยามตัวเขาเองว่าเป็นพวกเสรีนิยม[2] (Hoffmann, 1981: 8) ซึ่งเชื่อมั่นในเรื่องของศีลธรรมและเชื่อว่าศีลธรรมสามารถปรากฏให้เห็นในการเมืองระหว่าประเทศ

นอกจากนี้ประเด็นหลักซึ่งนักคิดในสำนักเสรีนิยมอย่าง Hoffman สนใจคือ เรื่องสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนภาระความรับชอบของปัจเจกบุคคล ซึ่งมุมมองเช่นนี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงกฎเหล็กของการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ Normative Shift ซึ่งก้าวออกจากการให้ความสำคัญกับรัฐเป็นศูนย์กลางสู่การให้ความสำคัญของบทบาทของปัจเจกบุคคลซึ่งล้วนมีหน้าที่ (Duties) ในฐานะสมาชิกของสังคมการเมืองระหว่างประเทศที่จะรักษาไว้ซึ่งศีลธรรมตลอดจนให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มิใช่เฉพาะแต่ในขอบเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐ หากแต่หน้าและพันธกิจดังกล่าวในทรรศนะของ Hoffman นั้นมีลักษณะก้าวข้าม (Beyond) เขตแดนของรัฐชาติ ยิ่งไปกว่านั้น Hoffman ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนในเรื่องของการใช้กำลัง (Use of Force) จากแต่เดิมรัฐเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิ์โดยธรรมในการผูกขาดการใช้อำนาจสู่การเพิ่มบทบาทขององค์การระหว่างประเทศ กล่าวคือรัฐ ณ ปัจจุบันมิใช่ตัวแสดงซึ่งผูกขาดการใช้กำลังเสมอไป เหนือสิ่งอื่นใดคำถามที่สำคัญคือ หากปรากฏให้เห็นการใช้กำลังในการเมืองระหว่างประเทศ ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าการใช้กำลังนั้นประกอบด้วยความชอบธรรม

Hoffmann ยังชี้ว่าความพยายามของเขาในงานชิ้นนี้คือความพยายามที่จะ “Reconcile” แนวคิดทางศีลธรรมของเขากับมุมมองทางศีลธรรมในสำนักสัจนิยม ซึ่งปฏิเสธการดำรงอยู่ของศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนชี้ว่าศีลธรรมระหว่างรัฐและบุคคลนั้นวางอยู่บนฐานคิดตลอดจนความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน โดยรัฐในทรรศนะของสำนักคิดแบบสัจนิยมถือว่าศีลธรรมที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาไว้ซึ่งความอยู่รอดปลอดภัยของรัฐ

Hoffman ตั้งต้นในการตอบคำถามว่า “ประเด็นทางศีลธรรม”เป็นสิ่งที่สามารถปรากฏในการเมืองระหว่างประเทศได้หรือไม่ โดยชี้ว่าการดำรงอยู่ของศีลธรรมมักเป็นประเด็นที่ถูกพิจารณาว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยละเลยประเด็นที่ว่าประเด็นทางศีลธรรมแท้จริงแล้วอาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมีทางเลือกได้มากนัก ทั้งนี้ Hoffmanได้ตอบคำถามข้างต้นโดยหยิบยกข้อถกเถียงในเรื่องศีลธรรมของ Thomas Hobbes, Thucydedes และ Weber ซึ่งในกรณีของ Hobbes[3] และ Thucydedes[4] นั้น ต่างชี้ว่าศีลธรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการเมืองระหว่างประเทศ ในขณะที่ Weber เสนอข้อคิดเห็นซึ่ง Hoffman ชี้ว่าเป็นข้อเสนอที่สุดขั้วมากที่สุดเกี่ยวกับการพิจารณาประเด็นเรื่องศีลธรรมทางการเมือง โดย Weber ชี้ว่า ศีลธรรมทางการเมืองคือการใช้วิธีการที่ฉ้อฉล (Evil Means) ซึ่งถือเป็นวิธีการซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่าข้อสรุปของนักคิดทั้งสามคือศีลธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในการเมืองระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตามแต่ Hoffmann กลับเสนอว่าข้อเสนอของนักคิดทั้งสามข้างต้นนั้นไม่น่าเชื่อถือ ด้วยเหตุเพราะในสภาพสังคมระหว่างประเทศมิได้ดำเนินอยู่บนสภาวะ “War of all against all” อยู่ตลอดเวลา ในทางกลับกันในสังคมระหว่างประเทศยังปรากฏให้เห็นบรรทัดฐาน ตลอดจนผลประโยชน์ซึ่งรัฐทั้งหลายมีร่วมกัน ทั้งนี้ Hoffmann ยังเสนอว่าประเด็นทางศีลธรรมนั้นมิใช่ประเด็นที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากแต่เป็นประเด็นที่ขึ้นอยู่กับทางเลือกเป็นสำคัญ[5]  ดังนั้นหากย้อนกลับไปตอบคำถามข้างต้นเกี่ยวกับที่ทางของศีลธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ Hoffman ชี้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ “ทางเลือก” ซึ่งรัฐแต่ละรัฐสามารถเลือกได้ เหนือสิ่งอื่นใดคำถามสำคัญข้อต่อมาซึ่งจะได้พิจารณาในส่วนถัดไปคือ การดำรงอยู่ของศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศนั้นวางอยู่บนเงื่อนไขหรือข้อจำกัดใด

Hoffmann ชี้ว่าข้อจำกัดของการดำรงอยู่ของศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศนั้นประกอบด้วยปัจจัยซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

ประการแรกคือความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลและพฤติกรรมของกลุ่ม ปัจเจกบุคคลในทรรศนะของ Hoffmann นั้นจะมีพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวน้อยกว่าพฤติกรรมของกลุ่มซึ่งมุ่งหมายที่จะตักตวงผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกภายในกลุ่มอยู่เสมอ ทั้งนี้หากกลุ่มทั้งหลายต่างแก่งแย่งแข่งขันกันซึ่งกันและกันก็ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้ง และจำกัด “ทางเลือก” ทางศีลธรรมและนำไปสู่สภาวะแห่งความไม่มั่นคงปลอดภัยในท้ายที่สุด นอกจากนี้อาจพิจารณาได้จากข้อเสนอของ Machiaveli ซึ่งชี้ว่า หน้าที่ของ Statesmen มีความแตกต่างจากหน้าที่และพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล โดยศีลธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ปัจเจกบุคคลพึงมีได้ ตรงกันข้ามกันศีลธรรมของ Statesmen ซึ่งมีข้อจำกัดทางศีลธรรมในการที่จำต้องรักษาไว้ซึ่งของระเบียบของสังคมตลอดจนผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Statesmen จำต้องรับมือกับประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศซึ่งระบบการเมือง ระเบียบแบบแผนทางสังคมและความสามารถในการผูกขาดการใช้กำลังบังคับมิสามารถเกิดขึ้นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Statesmen มิได้ไร้ซึ่งศีลธรรม หากแต่เป็นรูปแบบของศาสตร์แห่งการปกครองซึ่งมีศีลธรรมในระดับที่เหมาะสม (Proper Morality of Statecraft) นอกจากนี้ข้อจำกัดเรื่องของการใช้ความรุนแรงก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในการเปิดโอกาสให้เกิดการใช้ศีลธรรม ภายใต้สภาวะที่สงครามอาจเป็นสิ่งทีสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะรัฐย่อมให้ความสำคัญกับการอยู่รอดปลอดภัยของตนเหนือสิ่งอื่นใด และในฐานะ Statesmen จำต้องให้ความสำคัญกับการรักษาไว้ซึ่งระเบียบทางสังคมให้มีความเข้มแข็งเสียก่อนการให้ความสำคัญกับความยุติธรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นในภายหลัง

ประการที่สองคือการขาดข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติทางศีลธรรม กล่าวคือ ในสังคมระหว่างประเทศจะปราศจากซึ่งฉันทามติร่วมกันเกี่ยวกับการนิยามความหมายของศีลธรรม คุณค่าและผลประโยชน์ระหว่างรัฐทั้งหลาย ทั้งนี้การขาดซึ่งข้อตกลงร่วมกันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะของกฎหมายระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ

ประการสุดท้าย คือประเด็นทางการเมือง ซึ่งนอกเหนือจาก Statesmen จะถูกกดดันจากการแข่งขันทางอำนาจและผลประโยชน์ภายในรัฐแล้ว สิ่งสำคัญซึ่งส่งผลต่อมุมมองทางศีลธรรมของ Statesmen คือ การตีความและประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่า Statesmenเองก็ไม่ได้มีความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่มีความสมบูรณ์แต่อย่างใด ด้วยข้อจำกัดทางศีลธรรมข้างต้น Hoffmann ชี้ว่าก่อให้เกิดปัญหาสำคัญที่ตามมา 2 ประการอันได้แก่ ความด้อยกว่าทางศีลธรรม (Moral Inferiority) ในการเมืองระหว่างประเทศและความอันตราย  โดยในประเด็นแรก กล่าวคือหากสมาชิกในสังคมปฏิบัติต่อคนนอก ผู้อพยพและคู่แข่งทางการค้าดีจนเกิน ก็อาจเกิดปฏิกิริยาต่อต้านภายในสังคมเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ข้อจำกัดทางศีลธรรมยังส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบของการประพฤติผิดศีลธรรม และในประเด็นที่สองอันได้แก่ความเป็นอันตราย ซึ่งสามารถแยกพิจารณาได้เป็นสองประเด็นได้แก่ ประเด็นแรกคือ“Excessive Moralizing in Abstract” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางศีลธรรม (Moral Dilemma) กล่าวคือเป็นสภาวะซึ่ง Statesmen จำต้องตัดสินใจเลือกว่าจะปฏิบัติหรือกำหนดนโยบายอย่างมีศีลธรรม ไร้ศีลธรรมหรือผสมผสาน ตลอดจนจำต้องเลือกระหว่างศีลธรรมของเราและศีลธรรมของผู้อื่น ประเด็นที่สองได้แก่ความถูกต้องของตัวเอง (Self-Righteousness) ซึ่งสะท้อนว่า ผลประโยชน์แห่งชาติถือเป็นศีลธรรมในตัวของมันเอง


[1] Stanley Hoffmann. Beyond Borders: On the Limits and Possibilities of Ethical International Politics .New York, Syracuse University Press, 1981.Pp. 1-43

[2] I consider myself to be one of those old- fashioned and increasingly dinosaur- like types, a liberal.

[3] Hobbes  ชี้ว่าสังคมการเมืองระหว่างประเทศเป็นสภาวะอนาธิปไตย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเมืองระหว่างประเทศนั้นวางอยู่บนรากฐานที่รัฐทุกรัฐล้วนรบพุ่งซึ่งกันและกัน (War of all against all) ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยและผลโยชน์อันปราศจากซึ่งการควบคุมดูแลโดยรัฐบาลโลก

[4] Thucydedes อธิบายศีลธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศผ่าน Melian Dialog ระหว่าง Athens กับ Melians ซึ่งมีสารัตถะสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางศีลธรรมคือ “The strong do what they can and the weak suffer what they must.”

[5] Hoffman หยิบยกกรณีระหว่าง Athens กับ Melians โดยชี้ว่าแม้ในสถานการณ์ดังกล่าวจะตกอยู่ในสภาวะขับขัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถเลือกได้

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s