Posted in การเมืองไทย, ระหว่างประเทศ, เศรษฐกิจ

บทความปริทรรศน์ : Singapore Inc. Goes Shopping Abroad: Profits and Pitfalls

 Singapore Inc. Goes Shopping Abroad: Profits and Pitfalls

โดย Andrea Goldstein และภวิดา ปานะนนท์

งานชิ้นนี้ต้องการพิจารณาการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของสิงคโปร์ (Outward Foreign Direct Investment: OFDI) เพื่อศึกษาบทบาทของบริษัทซึ่งมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาล (Government- linked corporations: GLC) โดยหยิบยกกรณีของการลงทุนในไทยของ Temasek เพื่อชี้ว่าแม้การลงทุนของ GLC จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ (Profit) แต่จำต้องตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งอาจตามมาด้วย โดยในกรณีของการซื้อขายหุ้น GLC จำต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านและอุดมการณ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมิได้มีการประเมินหรือตระหนักถึงความเสี่ยงอันอาจเกิดขึ้นจากกระแสต่อต้านจากรัฐซึ่ง GLC เข้าไปลงทุน

กล่าวโดยทั่วไป GLC ในบริบทของสิงคโปร์คือบริษัทซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ (State- owned enterprise)  GLC บางบริษัทอยู่ภายใต้การดูแลของ Shen-Li Holding และ MND Holding ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงการเงิน นอกจากนี้บริษัทซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อบริหารจัดการการลงทุนของสิงคโปร์คือ Government of Singapore Investment หรือ GIC ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่า GLC มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับการลงทุนในระดับโลกเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์

GLC ซึ่งส่วนใหญ่ถูกบริหารจัดการอยู่ภายใต้ Temasek ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น“บริษัทสิงคโปร์”หรือ Singapore Inc. โดย Temasek มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ในระดับภูมิภาค โดยการลงทุนของ Temasek สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ Transportation and logistics hub, ภาคบริการ การธนาคาร การเงิน และโทรคมนาคม, ธุรกิจบริการที่ใช้จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ทางวิชาชีพ (knowledge-based companies)  และธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ แม้ GLC จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนในระดับโลกและสะท้อนให้เห็นความสำเร็จของกลยุทธ์ในการดึงดูดนักลงทุนของสิงคโปร์ แต่ GLC ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศซึ่ง GLC เข้าไปลงทุน อาทิบทบาทของ GLC ในการแทรกแซงทางการเมือง  ตลอดจนมุ่งตักตวงผลประโยชน์และทำลายผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ

เหตุการณ์สำคัญซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระแสต่อต้านจากประเทศซึ่ง Temasek เข้าไปลงทุนคือกรณีการซื้อหุ้นของบริษัท Shin Corp. ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยการซื้อขายหุ้นของ Shin Corp ให้ Shin ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการเมืองภายในประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

การซื้อขายหุ้นระหว่าง Temasek และ Shin ตกอยู่ภายใต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ช่วงต้นของการเริ่มเจรจา โดยปรากฏให้เห็นการเผาธงชาติสิงคโปร์และรูปผู้นำของสิงคโปร์ ตลอดจนการรณรงค์ boycott ไม่ใช้สินค้าจากสิงคโปร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัทที่มีความเกี่ยวโยงกับ Temasek  ในช่วงต้นปีพ.ศ. 2549 Temasek ประกาศว่าจะซื้อหุ้นจำนวน 49.6 % จากเครือ Shin ผ่าน 2 บริษัทได้แก่ Aspen (Temasek ถือหุ้นอยู่ 10.97 % และถือหุ้นผ่าน Anderton Investment) และ Cadar (Temasek ถือหุ้นอยู่ 38.62 แต่ถือผ่านสามบริษัทได้แก่ Cypress, Siam Commercial Bank และกุหลาบแก้ว โดยสัดส่วนหุ้นของ Temasek ในเครือ Shin พุ่งสูงถึง 96 % ในปลายเดือนมีนาคม 2549

ประเด็นซึ่งถูกหยิบยกขึ้นในสังคมไทยคือการเสียภาษีจากการหุ้นของ Shin ทั้งนี้เพราะการถือหุ้นใน Shin มิใช่บริษัทหากแต่เป็นตัวบุคคลคือทักษิณและครอบครัวจึงทำให้เมื่อการซื้อขายระหว่าง Shin และ Temasek เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจึงได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษี (Tax Free)  การซื้อขายดังกล่าวตามมาซึ่งข้อถกเถียงทางกฎหมายและปัญหาจริยธรรมซึ่งถูกใช้เพื่อโหมกระแสต่อต้านทักษิณในสังคมไทย ตลอดจนเปรียบเสมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายอันนำไปสู่การรัฐประหารทักษิณในท้ายที่สุด

ปัญหาสำคัญจากการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้คือการละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งห้ามมิให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ในธุรกิจบางประเภท ซึ่งรวมถึงธุรกิจวิทยุ โทรทัศน์ และธุรกิจการบิน โดย Shin ถือเป็นบริษัทซึ่งครอบคลุมทั้ง AIS, ITV, Shin Satellite และ Air Asia จึงทำให้เมื่อ Temasek เข้าถือครองหุ้น Shin กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเหล่านี้ไปโดยปริยาย คำถามสำคัญที่ตามมาคือภายหลังจากการซื้อขายหุ้น คือการตีความเรื่องของการถือครอง(Ownership) กับอำนาจในการบริหารควบคุม (Control) ซึ่งตามกฎหมายไทยจะพิจารณาในมิติของการถือครองมากกว่าการควบคุม แม้ในเอกสารจะระบุว่า Shin เป็นบริษัทซึ่งมีสัญชาติไทย (Thai Ownership) แต่การควบคุมกลับตกอยู่ในมือของ Temasekผ่านการถือหุ้นของบริษัทกุหลาบแก้วซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของ Temasek ซึ่งเท่ากับเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542   ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่าการซื้อขายหุ้นระหว่าง Temasek และ Shin นำมาซึ่งความเสื่อมถอย (Setback) ของ Temasek ทั้งในมิติทางการเมืองและมิติทางเศรษฐกิจ กล่าวคือในมิติทางเศรษฐกิจภายหลังจากการทำรัฐประหาร ผลประกอบกอบการของ Shin ลดลงจาก 2.2 พันล้านบาทสู่ 1.7 พันล้านบาท โดยภายหลังจากการทำรัฐประหารเพียง 1 ปี Temasek มีผลกำไรลดลงถึง 31 % นอกจากนี้จากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวธุรกิจอื่นๆของ Temasek ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทยถูกเฝ้าจับตามองอย่างเคร่งครัด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์

โปรดดูเพิ่มเติม : Goldstein, Andrea & Pavida Pananond (2008), “Singapore IncGoes Shopping Abroad:Profits and Pitfalls“, Journal of Contemporary Asia, 38(3): 417-38.

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s