Posted in ระหว่างประเทศ

ปัญหาชนกลุ่มน้อยกับการสร้างสันติภาพในพม่า

ปัญหาชนกลุ่มน้อยกับการสร้างสันติภาพในพม่า

ethnic-rohingya-refugee-afp-670-6

การปฏิรูปทางการเมืองครั้งสำคัญนับตั้งแต่การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดี เต็ง เส่งซึ่งตามมาด้วยมาตรการอันสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของชาติตะวันตก ดังปรากฏให้เห็นผ่านการปล่อยนักโทษการเมือง การปล่อยตัว อองซาน ซูจี และเปิดโอกาสให้ซูจีกลับเข้ามามีบทบาทในการเมืองผ่านผ่านการเป็นฝ่ายค้านในพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนการเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานและลดระดับการเซ็นเซอร์สื่อภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าความท้าทายของพม่าในยุคของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง จะมีหลายประการอาทิ การส่งเสริมกระบวนการสร้างประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อรองรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธได้ยากว่าหลักหมุดสำคัญของปัญหาภายในพม่า คือปัญหาชนกลุ่มน้อยภายในประเทศซึ่งถือเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมพม่านับตั้งแต่การได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 ตลอดจนเป็นปัญหาที่ถูกจัดลำดับไว้ว่าเป็นประเด็นที่จำต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

แม้จะปรากฏให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหารพม่านับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยผ่านการทำข้อตกลงหยุดยิง(Ceasefire Agreement) โดยชนกลุ่มน้อยกว่า 17 กลุ่มสามารถเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลทหารได้เป็นผลสำเร็จ[1] อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงกลับสะท้อนสภาพของความขัดแย้งที่มิได้รับการแก้ไข ยิ่งไปกว่านั้นอาจพิจารณาได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะสร้างสันติภาพในพม่า ดังปรากฏให้เห็นการปะทะระหว่างทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยอาทิ องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น(Kachin Independence Organization – KIO) และกองทัพรัฐฉานเหนืออยู่เป็นระยะ โดยส่วนหนึ่งของความล้มเหลมในข้อตกลงหยุดยิงคือ การปราศจากการเจรจาทางการเมือง โดยการเจรจาหยุดยิงโดยที่ไม่มีการเจรจาทางการเมืองส่งผลให้ฝ่ายชนกลุ่มน้อยไม่สามารถมั่นใจได้ว่าหากตัดสินใจวางอาวุธ ทิศทางของการการบริหารจัดการตลอดจนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างส่วนกลางและชนกลุ่มน้อยจะเป็นไปในทิศทางใด กล่าวอีกนัยหนึ่งข้อตกลงหยุดยิงนั้นเป็นเพียงยุทธศาสตร์เดิมของรัฐบาลทหารพม่าในอดีตที่ต้องการแช่แข็งปัญหามากกว่าการยุติปัญหา[2] มิพักต้องพิจารณาถึงความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าที่ต้องการผนวกรวมกองกำลังของชนกลุ่มน้อยให้อยู่ใต้การกำกับดูแลของกองทัพพม่าหรือการเข้าตรวจตรา/ขยายเขตอิทธิพลบริเวณชายแดนผ่านการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายแดนซึ่งนัยหนึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐบาลพม่าที่จะลดทอนอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยไปในตัว

นอกจากนี้ปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่ายังมีสาเหตุจากปัญหาความไม่เท่าเทียมทางชาติพันธุ์ระหว่างชาวเบอมัน (Burman) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีส่วนร่วมทางการเมือง ตลอดจนยึดกุมโครงสร้างเศรษฐกิจของพม่า โดยสถานะที่เหนือกว่าของชาวเบอมันทำให้ชนกลุ่มน้อยอื่นๆตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมและมองว่าการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ของตนในพม่านั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็น “พลเมืองชั้นสอง”ทั้งในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  โดยแม้ความหวังจากประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่าจะฝากไว้กับ อองซาน ซูจี แต่ก็ปรากฏให้เห็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชนกลุ่มน้อยว่า ซูจีนั้นเป็นตัวแทนของชนชั้นนำเชื้อสายเบอมันที่มิได้เล็งเห็นว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยนั้นเป็นเรื่องสลักสำคัญแต่อย่างใด  ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยในทรรศนะของซูจีตลอดจนชนชั้นนำพม่าที่ต้องการต่อสู้ระบอบอำนาจนิยมโดยไม่ตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลทหาร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ชนกลุ่มน้อยให้ความสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความแตกต่างของจุดยืนทางการต่อสู้และความหมายของประชาธิปไตยระหว่างชนชั้นกลางเชื้อสายเบอมัน กับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของชนกลุ่มน้อยจากการเป็นอิสระจากรูปแบบของการรวมศูนย์อำนาจมิได้เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน

กล่าวโดยสรุปแล้ว แม้จะไม่ปรากฏถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังของการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลทหารพม่าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การตัดสินใจเปิดพื้นที่ทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุคของเต็ง เส่ง ก็สะท้อนว่าพม่าตระหนักถึงกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยตลอดจนแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ ประกอบกับกระแสธารของแนวคิดเสรีนิยมใหม่และความพยายามที่จะ “ปลดล็อก” ปัญหาความแตกแยกภายในกองทัพ โดยการผลักดันให้ผู้นำอาวุโสในกองทัพสามารถลงจากตำแหน่งและเข้าสู่สนามทางการเมืองเพื่อลดความขัดแย้งกับกลุ่มคลื่นลูกใหม่ในกองทัพ เหนือสิ่งอื่นใด เส้นทางของการพัฒนาประชาธิปไตยและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจพม่าในปัจจุบัน เดินทางมากไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปสู่การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จภายใต้ระบอบอำนาจนิยมอีกต่อไป อย่างไรก็ดี ปัญหาที่รัฐบาลเต่ง เส็งไม่สามารถมองข้ามได้คือ ปัญหาชนกลุ่มน้อยซึ่งเป็นปัญหาที่จำต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยแม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าพม่าจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพและโอกาสในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากพม่ายังไม่สามารถสร้างสันติภาพและการเมืองที่มีเสถียรภาพได้ โอกาสทางเศรษฐกิจของพม่าก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 


[1] อย่างไรก็ตาม มีชนกลุ่มน้อย 3 กลุ่มหลักคือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (The Karen National Union- KNU) พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party -KNPP) และกองทัพรัฐฉานใต้ (Shan State Army – South – SSA-S)  ที่มิเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่าได้เลย

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s