Posted in ระหว่างประเทศ, สังคม วัฒนธรรม

ประชาคมอาเซียน : โอกาสและความท้าทายบนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ


148686 (1)

“ยุโรปไม่ได้เป็นต้นแบบอาเซียน เรามีเป้าหมายสำคัญแตกต่างกัน
แต่ขบวนการการบูรณาการเป็นสหภาพยุโรปเป็นแรงบันดาลใจให้เรา”

                                         ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ  เลขาธิการอาเซียน

กระแสตื่นตัวต่อประชาคมอาเซียน (ASEAN Communities) ในสังคมไทยมักผูกโยงอยู่กับความสำเร็จของสหภาพยุโรปและความพยายามในการประยุกต์ตัวแบบในการบูรณาการของสหภาพยุโรปเพื่อเป็นแนวทางในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558  นอกจากนี้การรับรู้ในสังคมไทยเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนมักให้ความสำคัญกับการก่อตัวของประชาคมอาเซียนในมิติเชิงโครงสร้างเป็นสำคัญ กล่าวคือแม้ประชาคมอาเซียนจะประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง  ประชาคมเศรษฐกิจ  และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างของ “รุ่นบุกเบิก” อย่างสหภาพยุโรป แต่ทั้งนี้อาเซียนกับยุโรปนั้นมีพัฒนาการที่แตกต่างกันจนยากที่จะนำมาเปรียบเทียบหรือใช้เป็นตัวแบบในการบูรณาการระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จินตภาพเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนข้างต้นเป็น “มายาคติ” สำคัญที่บดบังความแตกต่างของบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนความมุ่งหมายของอาเซียนและสหภาพยุโรปซึ่งวางอยู่บนฐานคิดที่แตกต่างกัน เหนือสิ่งอื่นใดความสำเร็จของการบูรณาการสู่ประชาคมอาเซียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน หากแต่จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาแห่งการปรับตัวและการสร้างความไว้ใจระหว่างรัฐสมาชิก แต่ทั้งนี้คงไม่ไกลเกินไปนักหากจะกล่าวว่า สหภาพยุโรปเองก็เป็นแรงบันดาลใจและบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับการบูรณาการในระดับภูมิภาค (regional integration)โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออนาคตของประชาคมอาเซียน

เมื่อพูดถึงประชาคมอาเซียน หลายคนมักพุ่งความสนใจไปที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นอันดับแรก  กล่าวโดยทั่วไปประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือ การสร้างตลาดเดียว อันมีฐานการผลิตร่วมกันซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรีทั้งสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการขยายตลาดไปสู่ประชากรกว่า 600 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนวกกับเป็นหนทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อรองกับรัฐนอกกลุ่มอาเซียนภายใต้กระแสธารของลัทธิเสรีนิยมใหม่ไปพร้อมๆกัน อย่างไรก็ตามแต่นอกเหนือจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมอาเซียนยังประกอบไปด้วย ประชาคมการเมืองและความมั่นคง และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นอีก 2 เสาหลักซึ่งมีความสำคัญ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า การรับรู้ในสังคมไทยกลับให้น้ำหนักกับประชาคมเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียว

 สิ่งสำคัญที่ควรหยิบยกขึ้นพิจารณาในลำดับต่อไปคือ อุปสรรคและข้อจำกัดของอาเซียน อาทิ ช่องว่างในการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วหากปราศจากการแก้ไข จะกลายเป็นภาระของประชาคมอาเซียนที่ต้องแบกรับต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ นอกจากนี้วิถีปฏิบัติแบบอาเซียน (ASEAN Way) ซึ่งให้ความสำคัญกับการติดต่อระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน (Non-intervention) ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองว่าจะทำให้พัฒนาการของอาเซียนดำเนินไปอย่างล่าช้า

อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการก่อตัวของประชาคมอาเซียน คือ ความรู้สึกถึงความเป็นประชาชนอาเซียนยังคงมีอยู่อย่างจำกัด แต่ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจได้ว่าการที่จะเคลื่อนย้ายและถ่ายโอนความจงรักภักดีไปสู่องค์กรกลางที่มีลักษณะเป็น “ประชาคม” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติและอำนาจอธิปไตยของรัฐ จึงไม่แปลกนักหากรัฐหรือแม้แต่พลเมืองในอาเซียนเองจะมีความเคลือบแคลงใจต่อการกำเนิดของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่หลายประเทศในอาเซียนยังคงยึดติดอยู่กับอุดมการณ์ชาตินิยมอันไปเต็มไปด้วยแอกประวัติศาสตร์แห่งความเกลียดชังและความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นการยากที่จะสร้างความร่วมมือหรือการพัฒนาระดับการบูรณาการในเชิงลึกต่อไปในอนาคต นอกจากนี้จุดอ่อนที่สำคัญของอาเซียนอีกประการหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็นในมิติทางการเมืองและความมั่นคงคือ การขาดนโยบายร่วมกันของอาเซียน เพื่อรับมือกับกิจการตลอดจนข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนหรือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มอาเซียน  ปัญหาข้อพิพาทเหนือทะเลจีนใต้ถือเป็นตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมที่แสดงให้เห็นว่าอาเซียนขาดความสามารถที่จะกำหนดนโยบายอันเป็นเอกฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทภายในโดยปราศจากการแทรกแซงจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและจีน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคืออาเซียนไม่สามารถรวมพลังเพื่อพูดเป็นเสียงเดียวกันได้นั่นเอง

เมื่อพูดถึงประชาคมอาเซียนกับประเทศไทย คงปฏิเสธได้ยากว่าสังคมไทยตั้งความหวังไว้ไม่น้อยกับประชาคมอาเซียนว่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและแรงงานไทยในอนาคต แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ประชาคมอาเซียนมิได้เอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยแต่เพียงชาติเดียว หากแต่การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนจะอำนวยประโยชน์ต่อรัฐสมาชิกอื่นๆในอาเซียนด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนจึงเป็นบททดสอบสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่จะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อได้เปรียบทั้งด้านราคาสินค้าและค่าแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ทั้งนี้เราจึงไม่ควรประเมินการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนว่าเป็น“โอกาส” แต่เพียงอย่างเดียว หากจำต้อง “เผื่อใจ” และคำนึงถึงข้อจำกัดของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทย ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเสถียรภาพการเมืองภายใน หรือความเสียหายจากมหาวาตภัยในปีพ.ศ. 2554  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย คือการเตรียมความพร้อมผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนในทุกภาคส่วน เพราะยิ่งเราเริ่มปรับตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้เร็วมากขึ้นเท่าใด โอกาสของประเทศไทยก็ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว หนทางสู่ประชาคมอาเซียนนั้นยังเป็นความท้าท้ายบทใหม่และอยู่บนเส้นทางซึ่งมิได้โรยอยู่บนกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามแต่ เส้นทางนี้ยังคงเป็นเส้นทางที่เราสามารถก้าวเดินอย่างมั่นคงและไม่ “ถูกตำ” จากคมของหนามกุหลาบ หากเรามีความพร้อมและ“ ขยับ ”ให้ทันชาติอื่น ทั้งนี้ คำถามหลักที่สังคมไทยควรขบคิดต่อไปคือ เราจะเตรียมรับมือกับประชาคมอาเซียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยได้อย่างไร ?

ฑภิพร สุพร
17 ก.พ. 2555

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s