Posted in ภูมิรัฐศาสตร์, ระหว่างประเทศ

พลวัตรแห่งความขัดแย้งในทะเลจีนใต้: ดินแดนแห่งผลประโยชน์และเขตอิทธิพลของมหาำอำนาจ

fghhj

ในทัศนะของนักคิดสกุลสัจนิยม ความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[1] โดยหากพิจารณาตามฐานคิดแบบฮอบส์ (Hobbesian) ซึ่งชี้ว่าในระบบระหว่างประเทศ รัฐต่างมีปฏิสัมพันธ์กันภายใต้สภาวะอนาธิปไตย อันเนื่องมาจากการขาดรัฐบาลหรือองค์กรกลางอันมีอำนาจเหนือการตัดสินใจของรัฐอธิปไตย[2] กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเมืองระหว่างประเทศวางอยู่บนพื้นฐานที่รัฐทั้งหลายต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยและผลโยชน์ของตนเป็นสำคัญ ด้วยสภาวการณ์ข้างต้นจึงทำให้ความขัดแย้งกลายเป็นสภาวะปกติในการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งนี้หากประยุกต์ข้อเสนอของสำนักคิดสัจนิยมเพื่ออธิบายปัญหาความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้ อาจพิจารณาได้ว่าทะเลจีนใต้เป็นอาณาบริเวณที่ฉายภาพพลวัตรของความขัดแย้งทั้งในมิติทางความมั่นคงและเศรษฐกิจ[3]อันยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาต่างเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้ ดังจะพิจารณาต่อไป

ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ถูกปรารภว่าเป็นปัญหาซึ่งเปรียบเสมือนเป็น “มารดาของปัญหาข้อพิพาททั้งหลาย”[4] เพราะนอกเหนือจากความรุ่มรวยของแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติโดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะ(Paracels) และสแปรตลีย์ (Spratlys) ทะเลจีนใต้ยังมีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ[5] โดยทะเลจีนใต้ถือเป็นเส้นทางเดินเรือและช่องทางลำเลียงแหล่งพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ยังผลให้รัฐทั้งที่เป็นสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และรัฐนอกกลุ่มอาเซียน อันได้แก่ ไต้หวัน และจีน ต่างล้วนต้องการกล่าวอ้างสิทธิอธิปไตยในทะเลจีนใต้แทบทั้งสิ้น

บทบาทของจีนในทะเลจีนใต้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี 1974 โดยเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากเวียดนามใต้ จีนได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดครองหมู่เกาะพาราเซล[6] โดยอ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์ว่าจีนได้ครอบครองบริเวณทะเลจีนใต้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น[7] แม้จีนจะมิได้พิจารณาว่าปัญหาทะเลจีนใต้นั้นมีความสำคัญเฉกเช่นกรณีทิเบตหรือไต้หวัน[8] แต่นโยบายต่างประเทศของจีนต่อปัญหาทะเลจีนใต้ยังวางอยู่บนหลักการที่ว่า“จีนมีอำนาจอธิปไตยอันมิอาจโต้แย้งได้เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์และบริเวณน่านน้ำโดยรอบ”[9]

การยกระดับความมั่นคงของรัฐหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความไม่มั่นคงของรัฐอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงมิได้[10] และการขยายเขตอิทธิพลของจีนสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองเรือจีนย่อมส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ (Perception) ของรัฐซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนามและฟิลิปปินส์[11] ซึ่งตระหนักว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของตน  ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวประกอบกับการขยายบทบาทของจีนในดินแดนอุษาคเนย์อย่างมีนัยสำคัญย่อมส่งผลให้รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งคำถามต่อการผงาดขึ้นมามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศของจีนว่าเป็นการผงาดขึ้นอย่างสันติ (Peaceful Rise) หรือไม่[12] ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างจีนกับรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดโอกาสให้ การดึงรัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของจีน จึงกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและเป็นแนวทางหนึ่งที่จะค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยให้แก่รัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิเสธได้ยากว่า นับตั้งแต่ความล้มเหลวในสงครามเวียดนามและการประกาศลัทธินิกสัน (Nixon Doctrine) จะส่งสัญญาณว่าบทบาทและอิทธิพลของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อประกอบกับการสิ้นสุดของสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมิใช่จุดยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงที่สหรัฐฯให้ความสำคัญอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้สหรัฐฯกลับเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้อีกครั้งคือ เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 ซึ่งส่งผลให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น “แนวรบที่สอง” ของยุทธศาสตร์การต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐฯไปโดยปริยาย  นอกเหนือจากการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯอีกประการหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือการปิดล้อมการขยายอิทธิพลของจีน โดยปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้นั้นถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯกลับเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ได้อย่างชอบธรรมอีกครั้ง โดยจุดมุ่งหมายของสหรัฐฯที่จะรักษาสถานะของความเป็นเจ้าควบคู่กันไปกับการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีน สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นรัฐที่สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ    และต้องการให้สหรัฐฯค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยแก่ตนหากถูกรุกรานจากจีน

การแสวงหาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน (Code of conduct) ซึ่งถือเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้นั้นยังห่างไกลจากความสำเร็จ แม้จะปรากฏให้เห็นถึงความพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐที่มีข้อพิพาทระหว่างกัน อาทิ ความพยายามของอาเซียนในปี 2012 ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก(ASEAN Regional Forum: ARF) แต่ผลของการเจรจากลับสะท้อนความแตกแยกของรัฐสมาชิกในอาเซียน โดยเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐสมาชิกในอาเซียนนั้นขาดเอกภาพและไม่สามารถที่จะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อคานอิทธิพลของจีนได้ การขาดกลไกในการระงับข้อพิพาทในระดับภูมิภาคย่อมเปิดโอกาสให้รัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเข้ามามีส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของปัญหาทะเลจีนใต้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การหวนคืนสู่เอเชียของสหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีบารัก โอบามาก็มิได้เป็นเครื่องยืนยันว่าปัญหาในทะเลจีนใต้นั้นจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม การเผชิญหน้าระหว่างจีนและสหรัฐฯกลับจะทำให้ปัญหาทะเลจีนใต้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้วอาจสรุปได้ว่า ทะเลจีนใต้นั้นเปรียบสนามของเกมแห่งอำนาจซึ่งทั้งรัฐเล็กและรัฐมหาอำนาจต่างต้องการตักตวงผลประโยชน์จากบริเวณนี้ด้วยกันแทบทั้งสิ้น โดยหากพิจารณาจากแอกประวัติศาสตร์ในอดีต สถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนแนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต คงไม่ไกลเกินไปนักหากจะสรุปว่าปัญหาความขัดแย้งบริเวณทะเลจีนใต้นั้นเป็นปรากฏการณ์อันยากที่จะหลีกเลี่ยงได้


[1] Robert Jackson and Georg Sørensen, Introduction to international relations (Oxford: Oxford University Press, 1999), p. 68.

[2] Paul D’Anieri, International Politics: Power and Purpose in Global Affairs (Wadsworth: Cengage Learning, 2010), p. 30.

[3] Sam Bateman, ‘Good Order at Sea in the South China Sea’, in W. U. Shicun and Z. OU. Keyuan, eds., Maritime Security in the South China Sea (Farnham: Ashgate Publing Limited, 2009), p. 15.

[4] Aileen Baviera, ‘South China Sea: Managing Territorial and Resource Disputes’, in Annelies Heijmans, Nicola Simmonds and Hans van de Veen, eds., Searching for Peace in Asia Pacific: An Overview of Conflict Prevention and Peace building Activities (London: Lynne Rienner Publishers, 2004), p. 505.

[5] วิศรา ไกรวัฒนพงศ์ และวรศักดิ์ มหัทธโนบล, เอกสารประกอบการสัมมนาระดับชาติเรื่องจีนกับความมั่นคงของมนุษย์ (กรุงเทพฯ: โครงการวิจัยความร่วมมือนานาชาติกับความมั่นคงของมนุษย์, 2554) หน้า 158.

[6] เขียน ธีระวิทย์, นโยบายต่างประเทศจีน (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2541) หน้า 387.

[7] Allan Collins, The Security Dilemmas of Southeast Asia (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2000), p. 144.

[8] M. Taylor Fravel, ‘China’s Strategy in the South China Sea’, Contemporary Southeast Asia, Vol. 33, No. 3
(December 2011), p. 296.

[9] China Defense Mashup, Factbox: Nansha (Spratly Island) indisputable Territory, [Online]. Available: http://www.china-defense-mashup.com/factbox-nansha-spratly-island-indisputable-territory.html [Accessed on Dec 13, 2012]

[10] Oliver Daddow, International Relations Theory (London: SAGE Publication, 2009), p. 83.

[11] คู่ขัดแย้งของปัญหาทะเลจีนใต้ที่สำคัญคือ จีน- เวียดนาม และจีน- ฟิลิปปินส์ โดยจีนและเวียดนามเกิดการปะทะครั้งสำคัญระหว่างกองเรือของทั้งสองชาติบริเวณแนวปะการังเฟียรี ครอส (Fiery Cross Reef) ในปี 1988 ยังผลให้ชาวเวียดนามกว่า 70 คนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว สำหรับกรณีข้อพิพาทระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ เหตุการณ์การเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างทั้งสองชาติเกิดขึ้นบริเวณแนวปะการังมิสชีฟ (Mischief Reef) ในปี 1995  โดยการปะทะกันบริเวณแนวปะการังมิสชีฟมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพฟิลิปปินส์ควบคู่กันไปการให้สัตยาบันความตกลงทางการทหารระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ (Visiting Forces Agreement) ในปี 1999 เพื่อค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยจากการคุกคามโดยจีน

[12] Hongyi Lai, The domestic sources of China’s foreign policy: Regimes, leadership, priorities and process, (London: Routledge, 2010), p. 160.

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s