Posted in ระหว่างประเทศ

ย้อนพินิจสถานะของอาวุธนิวเคลียร์ในยุคหลังสงครามเย็น: การก้าวข้ามมิติทางความมั่นคงและตัวแสดงในระดับรัฐชาติ

proliferation-race

แม้การสิ้นสุดของสงครามเย็นในต้นทศวรรษที่ 1990 จะถือเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต แต่ปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์กลับยังคงเป็นปัญหาสำคัญของโลกยุคหลังสงครามเย็น[1]ตลอดจนเป็นประเด็นปัญหาที่ตัวแสดงในระบบระหว่างประเทศไม่สามารถเพิกเฉยได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะปรากฏให้เห็นถึงความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในการสถาปนาระบอบและมาตรการเพื่อป้องการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ใน 2 ระดับ[2] ได้แก่ ระดับแนวดิ่ง (Vertical) หรือการป้องกันมิให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ และระดับแนวราบ (Horizontal) หรือการป้องกันการเพิ่มจำนวนของรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์ว่านอกเหนือจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จำนวนรัฐที่ครองครองอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบันกลับเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนเริ่มมีการยอมรับจากรัฐมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ให้บางรัฐสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างชอบธรรม[3]

แนวทางหนึ่งของคำอธิบายสภาพปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของการป้องกันการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ชี้ว่า“ปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ในระบบระหว่างประเทศขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะอุปสรรคสำคัญมาจากบรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่มีอาวุธนิวเคลียร์” อย่างไรก็ดี คำอธิบายข้างต้นกลับลดทอนความสลับซับซ้อนของสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาดังกล่าว

การทำความเข้าใจปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบควรให้ความสำคัญกับการพิจารณาปัจจัย 3 ประการได้แก่ 1.) ความสำคัญของประเด็นทางเศรษฐกิจต่อการซื้อขายอาวุธนิวเคลียร์ 2.) ตัวแสดงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ 3.) เจตนาและแรงจูงในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

ความสำคัญของประเด็นทางเศรษฐกิจต่อการซื้อขายอาวุธนิวเคลียร์

แม้การตัดสินใจทิ้งระเบิดของสหรัฐฯในปี 1945 ที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) และนางาซากิ (Nagazaki) ประเทศญี่ปุ่นเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2[4] จะถูกพิจารณาว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคสมัยแห่งอาวุธนิวเคลียร์” แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่เคยถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำสงครามอีกต่อไป[5] กล่าวอีกนัยหนึ่งคือประโยชน์ใช้สอยและสถานะของอาวุธนิวเคลียร์นั้นลักษณะในเชิงป้องปรามมากกว่าการใช้เพื่อทำสงครามระหว่างกันโดยตรง

ตรรกะเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์แห่งการป้องปรามปรากฏให้เห็นในยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกัน ดังพิจารณาได้จากข้อเสนอของ จอห์น ลูอิส แกดดิส (John Lewis Gaddis) นักประวัติศาสตร์คนสำคัญที่ชี้ว่าอาวุธนิวเคลียร์เป็นเครื่องมือสำคัญของการสร้าง “สันติภาพอันยาวนาน” ของโลกในยุคสงครามเย็น[6] ทั้งนี้เพราะสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตต่างตระหนักถึงความสูญเสียในปริมาณมหาศาลหากมหาอำนาจทั้งสองตัดสินใจทำสงครามนิวเคลียร์ระหว่างกัน

แม้ความสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็นถูกพิจารณาในมิติทางการเมืองและความมั่นคงหรือการเมืองในระดับบน (High Politics) เป็นสำคัญ แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ประเด็นปัญหาที่ครั้งหนึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นเพียงการเมืองในระดับล่าง (Low Politics) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับประเด็นทางความมั่นคง

โจแอนนา สเฟียร์ (Joanna Spear) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน (The George Washington University) เสนอข้อถกเถียงที่เฉียบแหลมว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจปัญหาการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในยุคหลังสงครามเย็น[7]  โดยเป็นที่ประจักษ์ว่าการซื้อขายอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนความรู้ความสามารถของบุคลากรในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในบรรดารัฐที่เคยอยู่ภายใต้อาณัติของอดีตสหภาพโซเวียต อาทิ ยูเครน คาซักสถานและเบลารุส[8] ซึ่งล้วนเป็นรัฐที่มีเศรษฐกิจภายในอ่อนแอและต้องการแสวงหารายได้เข้าสู่ประเทศผ่านการส่งออกเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ดี รัฐเหล่านี้จะไม่สามารถขายอาวุธนิวเคลียร์ได้ หากปราศจากความต้องการของผู้ซื้อในตลาดอาวุธ กล่าวอีกนัยหนึ่งการซื้อขายอาวุธนิวเคลียร์นั้นถูกกำหนดภายใต้กฎอุปสงค์และอุปทานซึ่งท้ายที่สุดแล้วทำให้การป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ทำได้อย่างยากลำบาก

ตัวแสดงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาอาวุธนิวเคลียร์

การพิจารณาเฉพาะบทบาทของรัฐมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ต่อปัญหาการป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของรัฐในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อินเดียและปากีสถานซึ่งต่างแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าต้องการเร่งพัฒนาขีดความสามารถของอาวุธนิวเคลียร์ภายในรัฐของตนเช่นเดียวกัน[9] นอกจากนี้การให้ความสำคัญแต่เฉพาะบทบาทของรัฐชาติในการทำความเข้าใจปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีลักษณะที่แคบและลดทอนบทบาทของตัวแสดงในระดับอื่น อาทิ ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทกลุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งสามารถเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ผ่านการซื้อขายในตลาดมืดที่ถูกกำกับโดยหลักอุปสงค์และอุปทานดังที่พิจารณาในปัจจัยแรก นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังอาศัยประโยชน์จากคุณูปการของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งอำนวยความสะดวกกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในการเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นเดียวกัน ด้วยสภาพของปัญหาข้างต้นจึงอาจพิจารณาได้ว่าการเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะตัวแสดงที่เป็นรัฐอีกต่อไป อย่างไรก็ดี มาตรการหรือการสร้างแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศกลับยังให้ความสำคัญกับการควบคุมและจำกัดบทบาทของตัวแสดงในระดับรัฐเป็นสำคัญ[10]

ทั้งนี้อาจพิจารณาได้ว่าแม้ประชาคมระหว่างประเทศจะมีเจตนาดีในการแสวงหาความร่วมมือและมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามการยึดติดอยู่กับมุมมองที่ให้ความสำคัญแต่เฉพาะบทบาทของรัฐชาติโดยละเลยความสำคัญของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐกลับสะท้อนการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดและส่งผลให้การป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เจตนาและแรงจูงในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่สะท้อนให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของปัญหาการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์คือเจตนาและแรงจูงในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐในระบบระหว่างประเทศที่มีลักษณะแตกต่างกัน โดยบางรัฐนั้นมุ่งแสวงหาและต้องการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเหตุผลทางการเมืองและความมั่นคง ในขณะที่บางรัฐอาจต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อสร้างเกียรติภูมิหรือเพื่อสร้างการยอมรับในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ[11] อย่างไรก็ดี การครองครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเหตุผลทางความมั่นคงและการสร้างเกียรติภูมิของชาติอาจปรากฏให้เห็นควบคู่กันก็เป็นได้

นอกจากนี้แรงจูงใจที่มีผลต่อการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อาจเกิดจากความไม่เท่าเทียมระหว่างรัฐที่ “มี”และ “ไม่มี”อาวุธนิวเคลียร์ ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นปัญหาดังกล่าวปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในกรณีของอิหร่านที่ตัดสินใจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่กลับต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศซึ่งมีสหรัฐฯเป็นแกนนำหลัก คำถามสำคัญที่ตามมาคือเพราะเหตุใดรัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯจึงมีความชอบธรรมในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่อิหร่านกลับเป็นรัฐที่ถูกวาดภาพว่ามีพฤติกรรมอันไม่น่าไว้วางใจและไม่ควรที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือถ้ารัฐมหาอำนาจสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ เพราะเหตุใดรัฐอื่นๆในระบบระหว่างประเทศจึงไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

บทสรุป

กล่าวโดยสรุปแล้ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะอิทธิพลและบทบาทของรัฐมหาอำนาจที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยแม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐมหาอำนาจทั้งหลายที่มีอาวุธนิวเคลียร์จะมีส่วนสำคัญต่อการสถาปนาระบอบและมาตรการในการป้องกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์แพร่กระจายทั้งในมิติของการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้างและจำนวนรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่การพิจารณาเฉพาะบทบาทของรัฐมหาอำนาจเป็นการลดทอนความสลับซับซ้อนของปัญหาการป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ โดยการทำความเข้าใจปัญหาดังกล่าวอย่างรอบด้านควรให้ความสำคัญกับบทบาทของการค้าและเศรษฐกิจต่อการซื้อขายอาวุธนิวเคลียร์ การเพิ่มขึ้นของตัวแสดงที่มีบทบาทต่อการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนเจตนาและแรงจูงในการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวแสดงในระบบระหว่างประเทศที่มีลักษณะแตกต่างกัน


[1]Joanna Spear, ‘Arms and Arms Control’, in Brian White, Richard Little and Michael Smith,  eds.,

Issues in World Politics (Basingstoke: Macmillan Press, 1997), p. 113.

[2] Darryl Howlett, ‘Nuclear Proliferation’, in John BaylisSteve Smith, and Patricia Owens, eds.,
The Globalization of World Politics, 5th Edition (Oxford: Oxford University Press, 2011), pp. 391-394.

[3] Paul Bracken, ‘The Dawning of The Second Nuclear Age’, Bangkok Post, 13 January 2013, p. 11.

[4] Andrew Heywood, Global Politics (New York: Palgrave Macmillan, 2011), p. 265.

[5] T.V. Paul,  The Tradition of  Non-Use of  Nuclear Weapons (Stanford: Stanford University Press, 2009).

[6] โปรดดู John Lewis Gaddis, The Long Peace: Inquiries into the History of the Cold War (New York: Oxford University Press, 1987).

[7] Spear, ‘Arms and Arms Control’, p. 114.

[8] Amy F. Woolf,  Nuclear Weapons in the Former Soviet Union: Location, Command, and Control, [Online]. Available: http://www.fas.org/spp/starwars/crs/91-144.htm [Accessed on Feb 14, 2013].

[9] Howlett, ‘Nuclear Proliferation’, p. 384.

[10] Bonnie Jenkins, ‘Combating Nuclear Terrorism: Addressing Nonstate Actor Motivations’,  Annals of the American Academy of Political and Social Science, Vol. 607, Confronting the Specter of Nuclear Terrorism (September, 2006), pp. 33-42.

[11] Howlett, ‘Nuclear Proliferation’, p. 388.

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s