Posted in ระหว่างประเทศ

วิกฤตในเชิงอำนาจของรัฐสมัยใหม่ : การประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านชาิติและศาสนในมาเลเซีย

 

identity

กระบวนการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่สะท้อนให้เห็น“วิกฤตในเชิงอำนาจของรัฐสมัยใหม่หรือความไม่ลงรอยระหว่างกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ซึ่งมุ่งลดทอนแนวคิดและพฤติกรรมอันไม่สมเหตุสมผล [1]อย่างไรก็ในในกระบวนการสร้างชาติเองก็หลีกเลี่ยงมิได้ที่จะสนับสนุนประดิษฐกรรมหรือวัตรปฏิบัติทางศาสนาบางประการซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาตินั้นๆ

อนึ่ง ความย้อนแย้งของรัฐ-ชาติสมัยใหม่ยังสามารถสะท้อนให้เห็นผ่านแนวคิดเรื่อง “ชาติ”และ “ศาสนา” ซึ่งมีลักษณะซ้อนทับและผสมผสานกันอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของชาติซึ่งมีศาสนาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เหนือสิ่งอื่นใด “วิกฤตในเชิงอำนาจของรัฐสมัยใหม่” นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กระบวนการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในหลายประเทศเพิ่งเริ่มต้นขึ้นภายหลังจากการสิ้นสุดของระบอบอาณานิคม อย่างไรก็ดี สภาวการณ์ข้างต้นก็ปรากฏให้เห็นได้ในรัฐไทยเช่นเดียวกัน ดังพิจารณาได้จากความพยายามเชื่อมโยงศาสนาพุทธกับวิทยาศาสตร์โดยชี้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีมีญาณวิทยาที่ใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ซึ่งนัยหนึ่งคือเป็นการยอมรับว่าศาสนาพุทธย่อมถูกตรวจสอบหรือตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ดี การดำรงอยู่ของศาสนาพุทธในสังคมไทยยังสะท้อนให้เห็นถึง สภาวะที่ “ศรัทธา” ยังคงมีอำนาจเหนือ “เหตุผล” โดยเมื่ออาณาบริเวณอันศักดิ์สิทธิแห่งศรัทธาของศาสนาพุทธถูกวิพากษ์วิจารณ์ดังปรากฏให้เห็นในกรณีของการตั้งคำถาม ของคำผกา หรือคุณลักขณา ปันวิชัย ถึงความจำเป็นและความสมเหตุสมผลของการสวดมนต์ข้ามปี กระแสแห่งความโกรธขึ้งและคับข้องใจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่การตีตราว่าคำผกาว่าเป็นคนนอกศาสนา

มิพักต้องพูดถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์และพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสังคมไทยซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประดิษฐกรรมที่ถูกสถาปนาขึ้นในยุคสงครามเย็นแต่กลับกลายเป็นอุดมการณ์หลักของรัฐไทยจวบจนปัจจุบัน แม้อุดมการณ์และคุณค่าแบบเสรีนิยมจะได้รับการยอมรับในสังคมไทย แต่เฉกเช่นเดียวกับประเด็นเรื่องศาสนา สถานะของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยอยู่ในอาณาบริเวณอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่เหนือการตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112[2] ทั้งนี้หากพิจารณาถึงการดำรงอยู่ของมาตรา 112 จะเห็นได้ว่าถูกบัญญัติไว้ในหมวดของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร[3] กล่าวอีกนัยหนึ่งสมการทางความมั่นคงของรัฐไทยในยุคปัจจุบันมีสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

หากขยับขยายข้อถกเถียงหลักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนาเพื่ออธิบายสภาพสังคมในมาเลเซียหลักหมุดสำคัญซึ่งสะท้อนสภาวะที่รัฐและศาสนาซ้อนทับและผสมผสานกันแนบแน่นปรากฏให้เห็นผ่านรัฐธรรมนูญของมาเลเซียที่ระบุว่า หากบุคคลเกิดเป็นพลเมืองสัญชาติมาเลย์ จำต้องนับถือศาสนามุสลิม โดยข้อกำหนดข้างต้นเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชนมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ ตลอดจนเป็นการทำให้คนมาเลย์กับการนับถือศาสนาอิสลามเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

นอกเหนือจากการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นมาเลย์ในมิติของภาครัฐที่มีลักษณะเป็นทางการ การสร้างอัตลักษณ์และความผูกพันระหว่างชาวมาเลย์กับความเป็นมุสลิมยังปรากฏให้เห็นในวิถีชีวิตทั่วไปของสังคมมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้เกิดการฟื้นฟูศาสนาอิสลาม (Islamic Rivivalism) ผ่านผลักดันของขบวนการดาวะห์ (Dakwah) ในฐานะตัวแทนของปัญญาชนรุ่นใหม่ที่มุ่งหมายที่จะฟื้นฟูศาสนาอิสลามปรากฏให้เห็นนับตั้งแต่เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวจีนและชาวมาเลย์ในปี 1969 และมีบทบาทเรื่อยมาผ่านการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมจนทำให้ศาสนาอิสลามปรากฏให้เห็นในทุกปริมณฑลของชีวิตของการเป็นพลเมืองสัญชาติมาเลเซีย

มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์  โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad)[4] ที่มุ่งเน้นส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศผ่านนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Policy) ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์และมอบสิทธิพิเศษให้แก่คนเชื้อสายมาเลย์ แต่ในขณะเดียวกันการผลักดันและปฏิบัติตามนโยบายข้างต้นก็เป็นการสร้างช่องว่างระหว่างชาวมาเลย์กับชาวจีนหรืออินเดียในสังคมมาเลเซียไปโดยปริยาย นอกจากนี้แม้มาเลเซียภายใต้มหาเธร์จะมุ่งเน้นให้การส่งเสริมขีดความสามารถและการพัฒนาของมาเลเซียให้เท่าทันกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ยุทธศาสตร์ของมาเลเซียยังไม่ละทิ้งอุดมการณ์เรื่องการฟื้นฟูศาสนาอิสลาม ดังที่มหาธีร์ชี้ว่า การพัฒนาประเทศของมาเลเซียควรวางอยู่บนหลักการและจิตวิญญาณของศาสนาอิสลามเพื่อเป็นแนวทางหลักของมาเลเซียต่อไปในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้วอาจสรุปได้ว่า ความย้อนแย้งของรัฐชาติสมัยใหม่ระหว่างความพยายามในการผลักดันให้รัฐชาติกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ ในขณะเดียวกันกับปรากฏให้เห็นถึงประดิษฐกรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกประกอบสร้างเพื่อร้อยรัดความจงรักภักดีของสมาชิกในรัฐให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้ในทางทฤษฏีแนวคิดทั้งสองประการจะเปรียบเสมือนเป็นคู่ตรงข้ามระหว่างกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วการสร้างรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างรัฐที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวภายหลังจากการได้รับเอกราช แนวคิดทั้งสองประการกลับเป็นสิ่งที่สอดประสานจนยากที่จะแยกออกจากกันได้


[1] Shamsul A. B., ‘Identity construction, nation formation, and Islamic revivalism in Malaysia,’ in R. Hefner and P. Horvatich (eds.). Islam in an Era of Nation Slates: Politics and Religious Renewal in Muslim Southeast Asia, 1997. pp. 207-227

[2] มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

[3] โปรดดู สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์และ เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล, ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ: เจริฐรัฐการพิมพ์, 2552 หน้า 50-52

[4] นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1981 -2003

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s