Posted in ระหว่างประเทศ

ยุทธศาสตร์การถ่วงดุลครั้งใหม่ของสหรัฐฯจากมุมมองของเกาหลีใต้

ยุทธศาสตร์การถ่วงดุลครั้งใหม่ของสหรัฐฯจากมุมมองของเกาหลีใต้*

ฑภิพร สุพร

36

ข้อถกเถียงหลัก:  การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯผ่านยุทธศาสตร์การถ่วงดุลครั้งใหม่ถือเป็นความท้าท้ายที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยปฏิเสธได้ยากว่าสหรัฐฯเป็นพันธมิตรที่สำคัญของเกาหลีในฐานะมหาอำนาจที่ทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองเกาหลีใต้นับตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี  ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำในคาบสมุทรเกาหลีการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯครั้งใหม่จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างปฏิเสธมิได้

นโยบายถ่วงดุลครั้งใหม่ของสหรัฐฯนั้นยังเป็นเป็นสิ่งที่รัฐในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งเกาหลีใต้ยังตีความว่าลักษณะกำกวมและไม่ชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือแม้สหรัฐฯจะประกาศว่าสหรัฐฯนั้นจะกลับมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียอีกครั้ง คำถามสำคัญประการหนึ่งคือสหรัฐฯเคยห่างหายไปจากภูมิภาคเอเชียจริงหรือไม่ โดยเป็นที่ประจักษ์ว่าแท้จริงแล้วสหรัฐฯไม่เคยทิ้งเอเชีย แต่เมื่อความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียเปลี่ยนแปลงไปการกลับสู่เอเชียของสหรัฐฯจึงเป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้

ในปัจจุบันเอเชียแปซิฟิกในทรรศนะของผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯถือเป็นภูมิภาคที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ตลอดจนเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอันอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏให้เห็นการก้าวขึ้นมาอิทธิพลของจีน สำหรับเกาหลีใต้ ปัจจัยสำคัญ 3 ประการที่ทำให้สหรัฐฯผลักดันยุทธศาสตร์การถ่วงดุลครั้งใหม่คือ การผงาดขึ้นมามีอิทธิพลของจีน ความสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียต่อสหรัฐฯ และประเด็นทางความมั่นคง โดยในประเด็นแรก เมื่อช่องว่างทางอำนาระหว่างมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่แคบลง มหาอำนาจเดิมจะไม่รอจนกว่ารัฐมหาอำนาจใหม่พัฒนาศักยภาพและมีอำนาจเท่าเทียมกับตัวเอง นอกจากนี้หากพิจารณาตามทฤษฏีการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจ (Power Transition Theory) เมื่อรัฐที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจใหม่มีอำนาจถึงร้อยละ 20 ของมหาอำนาจเดิมและต้องการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่ถูกสถาปนาโดยรัฐมหาอำนาจเดิม ความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงครามระหว่างรัฐมหาอำนาจก็อาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดี Obama ก็พยายามที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างจีน โดยรูปแบบความสัมพันธ์ของรัฐมหาอำนาจเดิมและมหาอำนาจใหม่ไม่จำเป็นต้องปรากฏให้เห็นในรูปแบบของการปะทะหรือทำสงครามระหว่างกัน ในทางตรงกันข้ามจีนและสหรัฐฯนั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ แต่จีนเองก็ต้องยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนที่สหรัฐฯสร้างไว้โดยไม่พยายามที่จะรื้อถอนหรือทำลายระเบียบดังกล่าว โดยจีนจะไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเวทีโลกได้หากไม่เคารพกฎเกณฑ์หรือไม่สามารถแบ่งเบาความรับผิดชอบจากมหาอำนาจเดิมได้ กฎแห่งเกมของการเป็นมหาอำนาจโลกในปัจจุบันจึงมิได้วัดกันที่ความเข้มแข็งทางทหารหรือทางเศรษฐกิจ หากแต่เกี่ยวข้องกับการสถาปนาและยอมรับกฎเกณฑ์

ความสำคัญของเศรษฐกิจเอเชียต่อสหรัฐฯก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สหรัฐฯให้ความสำคัญ ดังพิจารณาได้จากความพยายามของ Obama ในการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPP) โดยในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่สหรัฐฯมีส่วนแบ่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2000 สหรัฐฯมีการส่งออกไปยังเอเชียคิดเป็นร้อยละ 22 ก่อนที่จะเพิ่มเป็นร้อยละ 23.5 ในปี 2010 ในขณะที่ส่วนแบ่งการนำเข้ามีอัตราการเติบโตจากร้อยละ 28.9 ในปี 2000 ไปเป็นร้อยละ 32.9 ในปี 2010 ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันเอเชียยังเป็นภูมิภาคที่ครองอันดับสองของสัดส่วนการค้าโลกอีกด้วย

สำหรับความสำคัญด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯวางอยู่บนความพยายามที่จะต่อต้านมาตรการ anti-access/area-denial (A2/AD) ของจีน อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์การถ่วงดุลครั้งใหม่นั้นมิควรวางอยู่บนนโยบายสกัดกั้น (Contain) จีน หากแต่ควรพยายามที่จะสร้างสถาปัตยกรรมทางความมั่นคงที่มีเสถียรภาพระหว่างกัน โดยรูปแบบของสถาปัตยกรรมทางความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียที่สหรัฐฯเคยใช้คือยุทธศาสตร์ดุมล้อและซี่ล้อ (Hub and Spoke) อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวควรต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อสอดรับกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการสร้างความร่วมมือระหว่างแต่ละซี่ล้อหรือแต่ละรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯในรูปแบบของเครือข่ายความสัมพันธ์มากกว่าจะยึดเอาสหรัฐฯเป็นดุมล้อหรือแกนกลางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ดังเดิม

สถาปัตยกรรมทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผงาดขึ้นของจีนและนโยบายถ่วงดุลครั้งใหม่ของสหรัฐฯถือเป็นความท้าทายประการสำคัญสำหรับเกาหลีใต้ คงไม่ไกลเกินไปนักหากจะกล่าวว่าเกาหลีใต้นั้นรู้สึกถึงความไม่แน่นอนว่าทิศทางหรือรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน และผลกระทบของความสัมพันธ์จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภูมิภาคเอเชียและเกาหลีใต้ โดยเกาหลีใต้เองก็ตระหนักว่าเกาหลีใต้มิได้อยู่ในสถานะที่จะมีอิทธิพลมากเพียงพอต่อการกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ดังกล่าว

โดยแม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าทั้งสหรัฐฯมีความสำคัญยิ่งต่อการค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยและรักษาเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีมาเป็นระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะบทบาทของจีนที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำในคาบสมุทรเกาหลี

การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯครั้งใหม่จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างปฏิเสธมิได้ โดยในปัจจุบันแม้สหรัฐฯจะเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงที่สำคัญที่สุดสำหรับเกาหลีใต้ แต่จีนเองก็ถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้เช่นกัน ภายใต้บริบทดังกล่าว ทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีใต้จึงควรที่จะบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่างสันติ สถาปนากลไกทางความร่วมมือเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับจีน ตลอดจนผลักดันประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคที่มีความสำคัญ อาทิ ปัญหาเกาหลีเหนือ ข้อพิพาทเหนือเขตแดน และสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ระเบียบของภูมิภาคเอเชียตะวันออกควรที่จะยืดหยุ่นมากเพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจ ตลอดจนพยายามผลักให้เกิดกลไกเพื่อระงับข้อพิพาทและป้องกันมิให้ประเด็นปัญหาหนึ่งๆยกระดับสู่การเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างรัฐมหาอำนาจโดยการสร้างความยืดหยุ่นให้กับระเบียบในภูมิภาคสามารถกระทำได้ผ่าน 4 วิธีได้แก่

  1. ป้องกันมิให้เกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจหรือการปะทะทางทหารของมหาอำนาจในภูมิภาค
  2. บริหารจัดการปัญหาและความขัดแย้งของการเมืองในภูมิภาคโดยสันติวิธี
  3. สถาปนาบรรทัดฐานสากลและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ
  4. เพิ่มบทบาทของรัฐมหาอำนาจขนาดกลางเพื่อลดความไม่เชื่อใจระหว่างรัฐมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างจีนและสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรตระหนักสำหรับเกาหลีใต้คือ ผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯมีความเข้าใจพื้นฐานของความสัมพันธ์ในเอเชียตะวันออกมากน้อยเพียงใด เพราะแท้จริงแล้วที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐในเอเชียตะวันออกนั้นมีพื้นฐานมาจากยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม (Traditional Strategic Culture) มรดกของลัทธิจักรวรรดินิยม และหลักคิดเรื่องการถ่วงดุลอำนาจ ตลอดจนระเบียบแบบหลังเวสต์ฟาเลีย (Post- Westphalian) ตัวอย่างที่สำคัญของการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองในเอเชียตะวันออกที่เพียงพอคือกรณีของเกาหลีเหนือซึ่งมักมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนว่าปัญหาเกาหลีเหนือนั้นควรพิจารณาจากหลักคิดเรื่องการป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์แต่เพียงปัจจัยเดียว โดยปราศจาการคิดคำนึงถึงความสลับซับซ้อนของประเด็นทางการเมืองที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งในการทำความเข้าใจและกำหนดนโยบายเพื่อปฏิบัติต่อรัฐในเอเชียตะวันออก สหรัฐฯควรพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหาอย่างรอบด้าน (Multidimensional) มากกว่าการพิจารณาหรือให้ความสำคัญกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นสำคัญ

__________________________________________

*Chaesung Chun. “U.S. Strategic Rebalancing to Asia: South Korea’s Perspective.” Asia Policy 15.1 (2013): 13-17.

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s