Posted in ระหว่างประเทศ

ความ(ไม่)มั่นคงของนักวิชาการในยุคหลังสงครามเย็น ?

972865_10152140554673492_774062441_n

เมื่อคืนผมอ่านงานของ Peter Hough ไป 1-2 บท มันโยงกับหนังสือทำนองนี้ที่เคยอ่านมานานแล้ว จริงๆมันไม่ได้มีอะไร “ใหม่” ในเชิง Concept เลยนะ นอกจากมีศัพท์ที่ใช้ไม่เหมือนกับเล่มอื่นบ้างๆ แต่รวมๆก็จะแบ่ง “ความมั่นคง” เหมือนงานอื่นๆ คือ ความมั่นคงตามแบบ (Traditional Security) ที่ให้ความสำคัญแต่เฉพาะความมั่นคงทางทหาร หรือจะเรียกได้ว่าเป็นความมั่นคงแบบแคบก็ได้ กับอีกกลุ่มคือ ความมั่นคงนอกแบบ (Non-traditional Security) ที่รวมประเด็นอื่นๆที่เป็น Non- Military ไปด้วย เล่มนี้ยังพูดถึง (และให้ความสำคัญมาก) กับสำนัก Securitization หรือสำนักCopenhagen (พวก Buzan, Waever, de Wilde) ที่บุกเบิกการศึกษาเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ด้วย

งานของ Hough ในบท Introduction ก็ใช้วิธีนำเสนอไม่ต่างจากงานของนักวิชาการคนอื่นๆอย่าง Barry Buzan, M. Ayoob, Ken Booth ที่บอกว่าแนวโน้มของการศึกษาความมั่นคงนี่ไม่ควรถูกจำกัดไว้แต่เฉพาะความมั่นคงตามแบบอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม การศึกษาเรื่องความมั่นคงควร “Widen” ทั้งตัวประเด็นการศึกษาให้ครอบคลุมประเด็นปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกยุคหลังสงครามเย็น ในขณะเดียวกันก็ควร “Broaden” ตัว Level of Analysis ซึ่งไม่ได้ดูแต่เฉพาะระดับ State อีกต่อไป (Wyn Jones ถึงขนาดเรียกพวกที่ผูกตัวเองไว้กับการศึกษาเฉพาะความมั่นคงตามแบบไว้ว่าเป็น “Fetishization of the state”)

แต่จุดที่ผมรู้สึกว่าได้คำถามอะไรใหม่ๆ ก็ตอนที่เค้ายกโคว้ท John Mearsheimer ที่พูดว่า “We will soon miss the cold war.” โคว้ทนี้มันไม่ได้ง่อยๆนะครับ ผมรู้สึกเลยว่า พวกที่เป็น Traditionalist (ทั้ง Stephen Walt หรือแม้แต่ Mearsheimer เอง) นี่ไม่พอใจมากๆกับการเกิดขึ้นของสำนักความมั่นคงใหม่และพยายามทุกทางที่จะ Narrow ประเด็นด้านความมั่นคงให้อยู่แต่เฉพาะมิติทางทหาร โดยคำถามหลักคือถ้าเราสามารถ Securitize ทุกประเด็นให้เป็น “ประเด็นทางความมั่นคงได้” ทุกอย่างก็จะกลายเป็นความมั่นคงหมด และความมั่นคงมันจะกลายไปเป็นอะไร (ซึ่งจริงๆสาย Copenhagen ก็มีคำตอบให้กับคำถามนี้เหมือนกัน แต่ขอไม่เขียนถึง ณ ตอนนี้ ) แต่คำถามที่สำคัญที่สุด เหมือนที่นักวิชาการหลายคนเขียนถึง (เช่น Ayoob) คือ เมื่อพูดถึงความมั่นคงของใคร ? คำถามนี้ละครับที่มันสะกิดใจผม อธิบายง่ายๆก็คือ ไม่ใช่แต่เฉพาะ ประเด็นเรื่องการขยับขยายแนวคิดเรื่องการศึกษาเรื่องความมั่นคงให้ครอบคลุมประเด็นที่เป็น Non- Military หรือการขยับ Level of Analysis ให้ไปไกลกว่าระดับ State แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากความพยายามของทั้ง Walt, Mearsheimer และ นักวิชาการสาย Traditionalist คนอื่นๆคือ ความรู้สึก “ไม่มั่นคง” ของตัวนักวิชาการเองในโลกยุคหลังสงครามเย็น กล่าวคือ บรรดานักวิชาการที่เริ่มต้นอาชีพในยุคสงครามเย็น และศึกษาความมั่นคงตามแบบและการขับเคี่ยวแข่งขันกันระหว่างสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต มาทั้งชีวิต ก็คงมีความรู้สึกโหยหายอดีตและสถานะของการผูกขาดองค์ความรู้เรื่องความมั่นคงที่ถูกท้าทายจากทั้งสำนัก Critical Security Studies และ Copenhagen School กล่าวสรุปแบบสั้นๆคือ นอกเหนือจากจะเป็นการต่อสู้ในเชิงความคิดระหว่างสำนักเก่าและใหม่ที่ต่างพยายามช่วงชิงและนิยามความหมายของคำว่า “Security” ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็นจวบจนปัจจุบันของนักวิชาการยังสะท้อนความพยายามอย่างแข็งขันในการรักษาสถานะทางความมั่นคงของอาชีพนักวิชาการของตนไม่ให้ถูก “คุกคาม” อีกนัยหนึ่งด้วย ท้ายที่สุดคงต้องโคว้ท Mearsheimer มาอีกครั้ง … “We will soon miss the cold war.” … ใช่แล้ว

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s