Posted in ประวัติศาสตร์, ระหว่างประเทศ

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?: 100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนจบ)

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกหรือ?:  100 ปี มหาสงครามและข้อโต้แย้งของนีลล์ เฟอร์กูสัน (ตอนจบ)*

wwisoldiers

โดย ฑภิพร สุพร

เป็นที่ประจักษ์ว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมิได้เป็น “สงครามเพื่อยุติสงคราม” ตามคำกล่าวของ เอช. จี. เวลส์ (H. G. Wells) หากแต่เป็น “สงครามที่นำไปสู่การสิ้นสุดของสันติภาพ” ดังพิจารณาได้จากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถือเป็นผลผลิตโดยตรงจากเมล็ดพันธุ์ของปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเพาะหว่านเอาไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในตอนที่แล้ว เราได้ย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบความสำคัญของ “สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง” หรือ “มหาสงคราม” ในฐานะจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์โลก นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้เสนอข้อโต้แย้งว่า แม้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะผ่านมากว่า 1 ทศวรรษ แต่การศึกษาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกลับมิได้ถูกลดทอนความสำคัญลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม การศึกษาเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังเป็นประเด็นที่มีการศึกษาค้นคว้าในแวดวงวิชาการอย่างสม่ำเสมอ โดยหนึ่งในข้อโต้แย้งที่กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ ข้อเสนอของนีลล์ เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ผู้เสนอชุดคำอธิบายที่กลับหัวกลับหางกับชุดคำอธิบายกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเสนอที่ว่าการตัดสินใจเข้าสู่สงครามของอังกฤษส่งผลให้จักรวรรดิอังกฤษก้าวเข้าสู่สภาวะที่ตกต่ำมากที่สุด ด้วยเหตุว่าอังกฤษจำต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการทำสงคราม โดยเฟอร์กูสันถึงขนาดเรียกการสินใจเข้าสู่สงครามของอังกฤษว่าเป็น “การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”

แม้ชุดคำอธิบายกระแสหลักจะชี้ว่า การรุกรานเบลเยียมของกองทัพเยอรมันจะถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุผลหลักของการประกาศสงครามต่อเยอรมนีของอังกฤษ เพราะเบลเยียมถือเป็นประเทศที่ประกาศตัวเป็นกลางและได้ลงนามในสนธิสัญญาปี 1839 ซึ่งระบุว่าอังกฤษมีพันธกรณีที่จะต้องปกป้องเบลเยียมจากการถูกรุกราน โดยอังกฤษ ซึ่งมีหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สำคัญคือการป้องกันมิให้ชาติมหาอำนาจใดผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียว เล็งเห็นถึงอันตรายและศักยภาพของกองทัพเยอรมันจึงตัดสินใจประกาศสงครามต่อเยอรมนี อย่างไรก็ตาม เฟอร์กูสันแย้งว่า แท้จริงแล้วการช่วยเหลือเบลเยียมเป็นเพียง “ข้ออ้าง” ที่พรรคเสรี (Liberal Party) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเฮอร์เบิร์ต แอสควิธ (Herbert Asquith) เลือกใช้เพื่อรักษาอำนาจของตนต่อไป กล่าวคือ แม้นักการเมืองหลายคนในคณะรัฐมนตรีจะไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงคราม รัฐบาลพรรคเสรีกลับตระหนักดีว่า หากพวกเขาไม่นำอังกฤษเข้าสู่สงคราม รัฐบาลพรรคเสรีก็จำต้องหมดอำนาจลงซึ่งเท่าเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนไปโดยปริยาย ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลพรรคเสรีก็ตัดสินใจประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 4 สิงหาคม 1914 เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาล

หนึ่งในข้อเสนอของเฟอร์กูสัน ซึ่งปรากฏให้เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและนอกวงวิชาการมากที่สุดคือข้อเสนอที่ชี้ว่า หากเยอรมนีเป็นผู้ชนะสงคราม อังกฤษสามารถอยู่ร่วมกับเยอรมนีได้อย่างไม่เป็นปัญหา และที่สำคัญที่สุดคือ อังกฤษจะรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ได้อย่างดีที่สุดหากไม่ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม เฟอร์กูสันให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เยอรมนีในช่วงเวลาดังกล่าวมิได้เลวร้ายเหมือนกับเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แท้จริงแล้วเยอรมนี ณ ขณะนั้นยังเป็นประเทศที่เคารพหลักการประชาธิปไตย ตลอดจนยึดมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรม เพราะฉะนั้นการวาดภาพความก้าวร้าวของกองทัพนาซีในสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อทำความเข้าใจ “ภัยคุกคาม” ที่อังกฤษจำต้องเผชิญในช่วงปี 1914 จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิภาคพื้นดินเร็วเกินไปของอังกฤษถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ โดยหากพิจารณาจากข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและศักยภาพของกองทัพเรืออังกฤษที่มีเหนือเยอรมนี อังกฤษควรอาศัยข้อได้เปรียบดังกล่าวเพื่อต่อรองกับเยอรมนี โดยแม้เยอรมนีอาจจะได้รับชัยชนะเหนือฝรั่งเศสและรัสเซีย แต่งบประมาณและศักยภาพกองทัพเรือของเยอรมนีก็ยังคงห่างไกลจากศักยภาพของกองทัพเรืออังกฤษ

แม้การเข้าสู่สงครามของอังกฤษจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการได้รับชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่การรีบเข้าสู่สงครามโดยปราศจากความพร้อมยังส่งผลให้ทหารอังกฤษต้องเสียชีวิตใน “สงครามอันน่าเวทนา” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นที่น่าประหลาดใจว่า ในช่วงเวลาที่อังกฤษตัดสินใจประกาศสงครามกับเยอรมนี อังกฤษมีกองทัพบกเพียง 7 กอง หากอังกฤษเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับกับการเมืองในภาคพื้นทวีป อังกฤษควรออกออกพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารเพื่อระดมไพร่พลเข้าสู่กองทัพตั้งแต่ก่อนปี 1914 โดยหากอังกฤษตัดสินใจดำเนินนโยบายดังกล่าว กองทัพอังกฤษก็คงสามารถจะป้องปรามการขยับขยายอำนาจของกองทัพเยอรมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุปแล้ว การย้อนกลับไปพินิจพิจารณาความสำคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งผ่านมุมมองของนักประวัติศาสตร์อย่างเฟอร์กูสัน มิได้นำไปสู่บทสรุปอันโบราณคร่ำครึในทำนองว่า เราสามารถศึกษา “บทเรียน” จากอดีตเพื่อป้องกันมิให้ความขัดแย้งเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต ในทางตรงกันข้าม คุณูประการที่สำคัญประการหนึ่งของเฟอร์กูสันคือ การชี้ชวนให้เราได้ขบคิดต่อไปว่า ชุดคำอธิบายกระแสหลักที่ยึดกุมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นมีความเหมาะสมหรือมีปัญหาในการอธิบายมากน้อยเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว “บทเรียน” ที่สำคัญมากที่สุดจากการอ่านและคิดตามเฟอร์กูสันคือ เราสามารถศึกษาปรากฏการณ์หนึ่งๆผ่านมุมมองอันแตกต่างหลากหลาย และไม่มีชุดคำตอบใดที่เป็น “ความจริงสูงสุด” ซึ่งไม่สามารถถูกตั้งคำถามหรือหักล้างได้

World War 1 Ends

__________________________________________________________

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในจดหมายข่าวศูนย์ยุโรปศึกษา ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 (เมษายน- มิถุนายน 2557 หน้า 4-5)

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s