Posted in ประวัติศาสตร์, ระหว่างประเทศ

สันนิบาตชาติ: รากฐานทางความคิดและนัยยะต่อพัฒนาการของระบบระหว่างประเทศ

สันนิบาตชาติ: รากฐานทางความคิดและนัยยะต่อพัฒนาการของระบบระหว่างประเทศ* 

3a

“ในระบบระหว่างประเทศมักปรากฏให้เห็นความตึงเครียด (Tension) อันยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ระหว่างความต้องการในการสถาปนาระเบียบ (Order) และความปรารถนาในการแสวงหาเสรีภาพ (Independence) โดยแม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าระเบียบนั้นมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพตลอดจนความเจริญรุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคาที่จำเป็นต้องจ่าย และราคาของการได้มาซึ่งระเบียบดังกล่าว คือ การจำต้องยอมสละเสรีภาพในการแสดงพฤติกรรมที่เคยมีอยู่อย่างเสรีของชุมชนทางการเมืองและตัวผู้ปกครอง โดยความปรารถนาในการสถาปนาระเบียบจะสร้างการควบคุม (Constraints) และการยอมรับต่อพันธกรณีของการเป็นสมาชิกในระบบดังกล่าวโดยสมัครใจ ดังปรากฏให้เห็นได้จากแนวคิดทางปรัชญาของฮ็อบส์และนักคิดท่านอื่น…”  Adam Watson[1]  

ข้อเสนอข้างต้นของอดัม วัตสัน (Adam Watson) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคนสำคัญจากสำนักอังกฤษ (English School) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างกรอบความคิดเกี่ยวกับความพยายามของประชาคมระหว่างประเทศในการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติในช่วงระหว่างสงครามโลกเป็นอย่างดี โดยหากประยุกต์ข้อเสนอเรื่องความต้องการสถาปนาระเบียบและความต้องการอิสรภาพของวัตสัน ผ่านการลากเส้นที่มีหัวลูกศร 2 ด้าน ด้านหนึ่งมีหัวลูกศรชี้ไปทางระเบียบและอีกด้านหนึ่งมีหัวลูกศรชี้ไปทางเสรีภาพ (ดู แผนภาพที่ 1) อาจกล่าวได้ว่าตำแหน่งแห่งที่ขององค์การสันนิบาตชาติในช่วงระยะแรกของการก่อตั้งนั้น สะท้อนให้เห็นการขยับเข้าใกล้การสร้างระเบียบมากกว่าการแสวงหาอิสรภาพของรัฐในระบบระหว่างประเทศ

hhhh

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์จากประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคต่างๆ   ปฏิเสธได้ยากว่า ความตึงเครียดหรือการคัดง้างกันระหว่างความพยายามในการสร้าง “ระเบียบ” และการแสวงหา “เสรีภาพ” มักปรากฏให้เห็นได้อยู่บ่อยครั้ง[1] โดย “การคัดง้าง” ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในองค์การสันนิบาตชาติด้วยเช่นกัน[2] อย่างไรก็ดีเคลลี-เคท เอส. พีซ (Kelly-Kate S. Pease) ชี้ว่าแนวคิดหรืออุดมการณ์ที่มีอิทธิพลต่อการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติ กลับสะท้อนความใหม่ (novel)[3] และนวัตกรรม (innovative) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[4] กล่าวคือแนวคิดของรัฐผู้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาตินั้นก้าวไปไกลกว่าแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ (raison d’état) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยึดกุมการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นระยะเวลาช้านาน โดยการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติสะท้อนการให้ความสำคัญกับการคิดคำนึงในเชิงระบบ (raison d’ésysteme) ซึ่งมีหลักคิดสำคัญวางอยู่บนตรรกะที่ว่ารัฐทั้งหลายต่างดำรงอยู่ภายใต้ระบบระหว่างประเทศชุดเดียวกัน หากรัฐต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อรักษาระบบดังกล่าวให้มีเสถียรภาพ รัฐทั้งหลายย่อมได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวเช่นกัน[5]

อนึ่ง เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐทั้งหลายตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมมือกันก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้ง คือการป้องกันสงครามและมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ[6] มีที่มาจากความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งถือเป็นมหาสงคราม อันบรรดารัฐที่เข้าสู่สงครามต่างระดมสรรพกำลังจากทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ตลอดจนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเข้าสู่สงคราม (Total Warfare) อย่างแท้จริง[7] ผลพวงของความเสียหายจากมหาสงครามก่อให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของสงคราม ตลอดจนการแสวงหาแนวทางการป้องกันมิให้สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีความสูญเสียร้ายแรงเช่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอีกครั้ง[8]

ในห้วงยามของการปราศจากองค์กรกลางอันมีอำนาจการตัดสินใจเหนือรัฐอธิปไตยซึ่งอาจนิยามได้ว่าเป็นสภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) โรเบิร์ต แจ็คสัน (Robert Jackson) และจอร์จ โซเรนเซ็น (Georg Sorensen) ได้ให้อรรถาธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับความพยายามของรัฐประชาติในการเปลี่ยนสภาวะอนาธิปไตยในระบบระหว่างประเทศ ที่มีลักษณะเหมือนป่าทึบ (Jungle) ให้กลายเป็นสวนสัตว์ (Zoo) ผ่านการสถาปนาองค์การระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมดูแลและค้ำประกันความมั่นคงให้กับรัฐทั้งหลายในระบบระหว่างประเทศ[9] โดยความพยายามดังกล่าวของรัฐในระบบระหว่างประเทศนั้น ได้สะท้อนอิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism)[10] ซึ่งพิจารณาธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ดีกล่าวคือแนวคิดเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์แม้จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่ต้องการแสวงประโยชน์แก่ตนเอง แต่มนุษย์นั้นก็ประกอบไปด้วยเหตุผลซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการประกอบการตัดสินใจตลอดจนมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองด้วย ข้อได้เปรียบข้างต้นจึงทำให้แนวคิดเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถแสวงหาวิถีทางในการประสานผลประโยชน์ (harmony of interests) เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันโดยสันติวิธี[11] โรเบิร์ต แจ็คสันและจอร์จ โซเรนเซ็น ชี้ว่าหากมนุษย์ประยุกต์เอาความสามารถดังกล่าวเพื่อใช้ในการเมืองระหว่างประเทศ มนุษย์จะสามารถก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศซึ่งสามารถเอื้ออำนวยประโยชน์แก่รัฐและประชาชนทั้งหลายได้[12]

อาจพิจารณาต่อไปได้อีกว่าหากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว กระแสธารทางความคิดในสำนักเสรีนิยม ที่เปรียบเสมือนเป็นจิตวิญญาณในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ก็คือแนวคิดของนักปรัชญาชาวเยอรมันคนสำคัญอย่างอิมมานูเอล คานต์[13] (Immanuel Kant) (1724-1804) ซึ่งมีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทำสงคราม ตลอดจนสนับสนุนให้รัฐทั้งหลายใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย (democratic republic) และร่วมมือกันจัดตั้งองค์กรทางการเมือง ที่มีลักษณะถาวรซึ่งมีอำนาจและบทบาทเหนือกว่ารัฐชาติ (higher form of permanent political organization)[14] โดยบุคคลที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันให้อุดมการณ์ของคานต์ปรากฏเป็นรูปธรรมก็คือประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) (1856-1924) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาขององค์การสันนิบาตชาตินั่นเอง[15]Woodrow_Wilson_1902_cph.3b11773

ในปี 1918 ประธานาธิบดีวิลสันเสนอหลัก 14 ประการ[16]ต่อสภาครองเกรส[17] โดยวิลสันกล่าวว่าเขาต้องการที่จะสร้างโลกที่มีทั้งความเหมาะสมและความปลอดภัยต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย นอกจากนี้วิลสันยังมีเป้าประสงค์สำคัญที่จะทำให้องค์การสันนิบาตชาติ สามารถค้ำประกันอิสรภาพทางการเมืองตลอดจนช่วยรักษาไว้ ซึ่งอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเขตแดนของทั้งมหาอำนาจและบรรดารัฐขนาดเล็กได้อย่างเท่าเทียมกัน[18] อย่างไรก็ดีวิลสันก็ต้องเผชิญกับกระแสชาตินิยมในสหรัฐฯภายใต้การนำของเฮนรี คาบ็อท ลอดจ์[19](Henry Cabot Lodge) (1850–1924) สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านการให้สัตยาบันสนธิสัญญาแวร์ซาย (Versailles Treaty 1919)[20] โดยลอดจ์ให้เหตุผลว่าการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าวจะเป็นการจำกัดและลดทอนอำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ[21] โอลิเวอร์ แด็ดดาว(Oliver Daddow) ชี้ว่าการที่สหรัฐฯซึ่งแท้ที่จริงแล้วถือเป็นรัฐมหาอำนาจที่มีส่วนผลักดันและทำให้องค์การสันนิบาตชาติถือกำเนิดขึ้นกลับปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน ถือเป็นตลกร้าย (Irony) ที่ส่งผลกระทบต่อสถานะและความเข้มแข็งองค์การสันนิบาตชาติ ทำให้ท้ายที่สุดแล้วองค์การสันนิบาติชาติก็มีสถานะไม่ต่างอะไรกับสถานที่ในการเจรจาหารือที่มิได้นัยสำคัญในการกำหนดนโยบาย (talking shop) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ[22]

แม้จะเป็นที่ประจักษ์ถึงขีดความสามารถอันจำกัดขององค์การสันนิบาติชาติ กระนั้นอุดมการณ์เสรีนิยมก็ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการเสาะแสวงหาหนทางในการป้องกัน มิให้มหาสงครามอย่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าในทัศนะของสำนักคิดเสรีนิยม สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัว และการขาดวิสัยทัศน์ในการพินิจพิจารณาสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพของผู้นำเผด็จการ ในประเทศที่ปราศจากสถาบันที่เป็นประชาธิปไตย ที่คอยควบคุมและป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดดังกล่าว แนวคิดเสรีนิยมเห็นว่า การป้องกันสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศจะประสบความสำเร็จผ่านการปฏิรูป 2 ระดับ ได้แก่ การปฏิรูประดับภายในรัฐและการปฏิรูประดับระหว่างประเทศ[23] สำหรับระดับภายในรัฐ สิ่งที่ความสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนให้รัฐในระบบระหว่างประเทศ ใช้ระบบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมเชื่อมั่นว่าจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ เพราะเชื่อมั่นในหลักการที่ว่ารัฐที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามระหว่างกัน (Democratic Peace) โดยคริส บราวน์ (Chris Brown) และคริสเตน อินท์ลีย์ (Christen Ainley) ชี้ว่าหากพิจารณาตามหลักคิดแบบเสรีนิยม มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ชอบทำสงคราม แต่สงครามเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้นำที่นิยมในระบอบเผด็จการ/ระบอบทหาร ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบหรือคัดค้านการบริหารประเทศของรัฐบาลได้เหมือนกับรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การแก้ปัญหาภายในรัฐจึงต้องกระทำผ่านการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นสำคัญ[24]

ในขณะที่การปฏิรูปในระดับระหว่างประเทศ สิ่งที่ขาดหายไปในระบบระหว่างประเทศในช่วงสงครามโลก คือกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยรัฐประชาชาติซึ่งเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้ายจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่างตระหนักถึงการแสวงหากลไกในการจัดระเบียบการเมืองระหว่างประเทศ แทนที่ระบบดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ภายใต้ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรป (Concert of Europe)[25] ซึ่งมีความล้าสมัย และไม่สามารถยับยั้งสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้อีกต่อไป โดยแนวคิดหนึ่งซึ่งก้าวขึ้นมาแทนแทนแนวคิดเรื่องดุลแห่งอำนาจ คือแนวคิดเรื่องระบบความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security)[26]

โจเซฟ เอส ไนย์ (Joseph S. Nye) ชี้ว่าแนวคิดเสรีนิยมพิจารณาการใช้นโยบายดุลแห่งอำนาจว่าเป็นนโยบายที่ไร้ศีลธรรม (immoral) โดยไนย์หยิบยกคำกล่าวของวิลสันที่ระบุว่า ระบบดุลแห่งอำนาจนั้นเปรียบเสมือนปีศาจร้ายที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย ตลอดจนหลักการกำหนดการปกครองตนเองของแต่ละชาติ (national self-determination) อีกทั้งยังเป็นระบบที่ล้าสมัยและไม่ควรปรากฏในการเมืองระหว่างประเทศในอนาคตอีกต่อไป[27] ด้านคริส บราวน์ และคริสเตน อินท์ลีย์ เสนอว่าระบบดุลแห่งอำนาจมีพื้นฐานอยู่บนข้อตกลงลับที่สร้างพันธกรณีในการให้ความช่วยเหลือแก่รัฐที่เป็นคู่สัญญาของตน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าประธานาธิบดีวิลสันต้องการเปลี่ยนแปลงระบบระหว่างประเทศ จากที่มีระบบดุลแห่งอำนาจไปสู่ระบบความมั่นคงร่วมกัน[28] ซึ่งเป็นหลักการที่วางอยู่บนแนวคิดที่สำคัญคือ “หนึ่งเดียวเพื่อทั้งหมดและทั้งหมดเพื่อหนึ่งเดียว” (“one for all and all for one”) กล่าวคือรัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะค้ำประกันความมั่นคงของบรรดารัฐสมาชิกทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐทั้งหลายจะต้องให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางทหาร(military alliance) หรือระบบดุลแห่งอำนาจอีกต่อไป[29]

แม้จะปรากฏให้เห็นความพยายามของแนวคิดเสรีนิยมในการป้องกันสงคราม และรักษาสันติภาพผ่านการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ อย่างไรก็ดีองค์การสันนิบาตชาติกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการป้องกันการรับมือกับนโยบายที่มุ่งขยายดินแดน และรุกรานประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมหาอำนาจใหม่ อย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี[30] ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดระเบียบระหว่างประเทศตามแนวทางแบบเสรีนิยม ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามที่สำคัญประการหนึ่งคือ แนวทางแบบเสรีนิยมเป็นวิถีทางถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยแนวคิดที่มีก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อทั้งตัวผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็คือ แนวคิดสัจนิยม (Realism)

แนวคิดสัจนิยมวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอแนวคิดเสรีนิยม ว่าเป็นแนวคิดประเภทอุดมคตินิยม (Utopianism) เข้าใจธรรมชาติของการเมืองระหว่างประเทศผิดพลาด และจำต้องรับผิดชอบต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง[31] นักคิดในสำนักสัจนิยมเสนอว่า แท้จริงแล้วพฤติกรรมของรัฐในการเมืองระหว่างประเทศคือภาพสะท้อนของความเห็นแก่ตัวและความกระหายในอำนาจของมนุษย์[32] ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อรัฐจำต้องปฏิสัมพันธ์กันภายใต้สภาวะอนาธิปไตย การเมืองระหว่างประเทศจึงวางอยู่บนพื้นฐานที่รัฐทั้งหลายต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยและผลโยชน์ของตนเป็นสำคัญ

1066511

อีเอช.คาร์ (E.H.Carr)[33] (1892-1982) นักสัจนิยมคนสำคัญชี้ว่าแท้จริงแล้วการเมืองระหว่างประเทศดำเนินอยู่บนความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือ[34] ในทัศนะของคาร์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศมีที่มาจากความแตกต่างแตกต่างระหว่างรัฐที่มี (Haves) และรัฐที่ไม่มี (Haves not)[35] เป็นสำคัญ โดยเป็นไปได้ยากที่รัฐที่ไม่มีจะยอมรับกับสภาวการณ์ดังกล่าว โดยไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแสวงหาสถานะที่ดีกว่า[36] คาร์เรียกช่วงเวลาว่าเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1919) กับสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) ว่าเป็นช่วง “20 ปี แห่งวิกฤตการณ์” (“Twenty Years’ Crisis”) แม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นความพยายามในการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศผ่านองค์การสันนิบาติชาติ อย่างไรก็ดี ในห้วงยามที่ภูมิภาคยุโรปว่างเว้นจากสงครามใหญ่ความอยุติธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ถูกเพาะหว่านเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว[37] คาร์ชี้ต่อไปว่าการสถาปนาองค์การสันนิบาตชาติในช่วง “20 ปี แห่งวิกฤตการณ์” แท้จริงแล้วเป็นเพียงความพยายามของรัฐมหาอำนาจ ที่จะคงไว้ซึ่งสถานะเดิมที่ตนเองได้เปรียบในฐานะผู้ชนะสงคราม[38] เป็นที่ประจักษ์ว่าคาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเสรีนิยม หรือหากกล่าวอย่างเฉพาะเจาะจงแล้ว คาร์ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของวิลสัน ซึ่งคาร์พิจารณาว่าเป็นแนวทางที่มีภาพลักษณ์สูงส่งและเพียบพร้อมไปด้วยศีลธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากหน้าอันสวยหรูที่สหรัฐฯใช้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง[39] นอกจากนี้แม้คาร์ซึ่งเป็นมาร์กซิสต์จะไม่ได้เห็นด้วยแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม กระนั้นคาร์ก็ยังแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดการปกครองตนเองของแต่ละชาติ (The right of national self-determination) ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของหลักการ 14 ประการของวิลสัน เพราะในทางปฏิบัติการรีบปลดปล่อยดินแดนในอาณานิคมให้เป็นอิสระกลับสร้างปัญหาที่สำคัญ และบั่นท่อนเสถียรภาพของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยุโรปตะวันออก[40]

ตามทัศนะของคาร์ นอกเหนือจากการไม่เข้าร่วมในองค์การสันนิบาตชาติของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จุดอ่อนที่สำคัญประการหนึ่งขององค์การสันนิบาตชาติ คือมาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (economic sanction) โดยปัญหาของการปรับใช้มาตรการคว่ำบาตรขององค์การสันนิบาตชาติ ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อองค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการใช้มาตรการดังกล่าว เพื่อตอบโต้พฤติกรรมที่รุกรานของญี่ปุ่นในเอเชีย คาร์ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หากองค์การสันนิบาตชาติปราศจาการกองกำลังนานาชาติ การขู่ว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่อรัฐที่ไม่เคารพต่อระเบียบขององค์การสันนิบาตชาติก็จะดำเนินไปโดยไร้ประสิทธิภาพ แนวคิดของคาร์ยังสอดคล้องกับเลออง บูชัว (Leon Bourgeois)(1851 -1925) นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส ผู้เสนอว่าหากปราศจากกองทัพนานาชาติ องค์การสันนิบาตชาติจะเป็นเพียงแต่แนวคิดทางปรัชญาซึ่งไม่มีอำนาจในทางปฏิบัติ[41]

แม้จะเป็นที่ประจักษ์ว่าพลังในการอธิบายสภาพการเมืองระหว่างประเทศ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของอำนาจและผลประโยชน์ของแนวคิดสัจนิยมได้รับชัยชนะเหนือแนวคิดเสรีนิยม และกลายเป็นแนวคิดอันทรงพลังที่ยึดกุมการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา[42] แต่อุดมการณ์และจิตวิญญาณแบบเสรีนิยมในการสถาปนาองค์การระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันสงครามและรักษาระเบียบระหว่างประเทศก็ยังเป็นมรดกทางความคิด ที่ได้รับการส่งต่อไปยังองค์การสหประชาชาติต่อไป

_________________________________

*ตัดตอนจากบทความเรื่อง ‘บทบาทขององค์การสันนิบาตชาติในช่วงระหว่างสงคราม: ความฝันที่เป็นไป (ไม่) ได้ของแนวคิดเสรีนิยมและนัยต่อการเมืองระหว่างประเทศ’. วารสารยุโรปศึกษา 21 (1) (2557) (อยู่ระหว่างการตีพิมพ์).

[1] ความพยายามของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่  2  (Ferdinand  II)  ซึ่งเล็งเห็นความสำเร็จของการกระชับอำนาจบริเวณคาบสมุทรอิตาลีและต้องการประยุกต์ใช้วิถีทางดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจในเชิงพฤตินัยให้แก่ดินแดนซึ่งตนมีอำนาจโดยชอบธรรม (Authority) แต่ยังขาดซึ่งกำลังอำนาจ (Power capability) ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  แต่กระนั้น  แรงต้านของรัฐซึ่งไม่ยอมรับการกระชับอำนาจก็ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนดังพิจารณาได้จากความพยายามของพระคาร์ดินัลริเชอลิเออ    (Richelieu)  อัครมหาเสนาบดีแห่งพระเจ้าหลุยส์ที่  13  (Louis  XIII)  (1601  –1643)  ซึ่งไม่ต้องการให้การกระชับอำนาจของอาณาจักรโรมันฯประสบความสำเร็จ    ในทางตรงกันข้าม  ริเชอลิเออต้องการให้อาณาจักรโรมันฯตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอและแตกแยกมากกว่า  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ความพยายามของริเชอลิเออสะท้อนความต้องการเสรีภาพในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศสมากกว่าการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ที่ถูกสถาปนาโดยอาณาจักรโรมันฯ  (โปรดดู  Henry Kissinger,  Diplomacy (New York: Simon & Schuster, 1994), pp. 56-77.)

[2] ตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมที่สะท้อนการไม่ยอมรับระเบียบแบบแผนซึ่งถูกกำหนดโดยมหาอำนาจเดิมคือกรณีของมหาอำนาจใหม่อย่างญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  โดยพฤติกรรมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าวมักถูกพิจารณาว่ามีลักษณะของการท้าทายระเบียบระหว่างประเทศที่ถูกสถาปนาโดยมหาอำนาจเดิมตามความแนวทางแบบลัทธิแก้  (Revisionism)  (โปรดดู  Kenneth B. Pyle,  “International Order and the Rise of Asia: History and Theory” In Ashley J. Tellis, Travis Tanner and Jessica Keough, eds. Strategic Asia 2011-12: Asia Responds to Its Rising Powers – China and India (Seattle: National Bureau of Asian Research, 2011), pp. 54-56.)  กล่าวคือญี่ปุ่นต้องการแสวงหาเสรีภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่ตนได้อย่างเป็นอิสระมากกว่าการอยู่ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดโดยสหรัฐฯหรืออยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติซึ่งแม้จะมีบทบาทในการประณามพฤติกรรมของญี่ปุ่น  แต่กระนั้นแนวทางขององค์การสันนิบาตชาติต่อการแก้ไขปัญหาการรุกรานแมนจูเรียของญี่ปุ่นในช่วงปี  1931-1933  ก็ไม่สามารถโน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของญี่ปุ่นได้  ในท้ายที่สุดแล้วญี่ปุ่นตัดสินใจหันหลังให้กับระเบียบระหว่างประเทศและลาออกจากองค์การระหว่าประเทศในปี  1933

[3] อาจพิจารณาได้ว่าแท้จริงแล้วองค์การสันนิบาติชาติเกิดขึ้นบนหลักคิดที่เชื่อในความก้าวหน้า  กล่าวคือแม้องค์การสันนิบาตชาติจะปรากฏให้เห็นนวัตกรรมและสถาปัตยกรรมทางความคิดใหม่  อาทิ  การมีรูปแบบการบริหารจัดการที่มีความสลับซับซ้อน  และมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักงานอย่างไรก็ดี  องค์การสันนิบาติก็มิได้เกิดขึ้นมาโดยปราศจากความเชื่อมโยงกับความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่เคยมีมาในอดีตอย่างระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรป  (Concert  of  Europe)  และการประชุมสันติภาพ  ณ  กรุงเฮก  (The  Hague  Peace  Conferences)  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร  (Permanent  Court  of  Arbitration)  ในทางตรงกันข้าม  องค์การสันนิบาติชาติสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว  ตลอดจนสามารถนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอดและประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ

[4] Kelly- Kate S. Peace,  International organizations: Perspectives on Governance in the Twenty-First Century (New York: Longman, 2010), p. 17.

[5] คำอธิบายที่สอดคล้องกับแนวคิดข้างต้นยังปรากฏให้เห็นจากข้อเสนอของ  Akira  Iriye  ซึ่งชี้ว่าชาติต่างๆ  ตลอดจนประชาชนของรัฐเหล่านั้นต่างตระหนักดีว่าพวกเขาล้วนมีผลประโยชน์และเป้าประสงค์ร่วมกัน  โดยผลประโยชน์ร่วมดังกล่าวนั้นมิได้ถูกจำกัดเฉพาะแต่ในเขตแดนของประเทศหนึ่ง  ในทางตรงกันข้าม  การได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันจำต้องกระทำผ่านการร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสำคัญ      (Akira Iriye,  Global Community: The Role of International Organizations in the Making of the Contemporary World (Berkeley: University of California Press, 2002), pp. 1, 9.)

[6] Eduard Benes,  “The League of Nations: Successes and Failures” Foreign Affairs 11,1 (1932): 66-80.

[7] Len Scott,  “International history 1900-90” In John Baylis, Steve Smith, and Patricia Owens, eds, The Globalization of World Politics, 5th ed. (Oxford: Oxford University Pressม 2011), p. 53.

[8] Robert Jackson and Georg Sorensen,  Introduction to international relations (Oxford: Oxford University Press, 1999), p. 35.

[9] Ibid., p. 38.

[10] โอลิเวอร์ แด็ดดาว (Oliver  Daddow)  เสนอว่าแท้จริงแล้วแนวคิดเสรีนิยมมิได้เกิดขึ้น ในช่วงการก่อตั้งสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปี  1919  ในทางตรงกันข้าม แนวคิดเสรีนิยมนั้นมีรากฐานทางทางความคิดจากนักปรัชญาคนสำคัญในอดีต  อาทิ  อีราสมุส  (Eramus)  (1466-1536)  ฮูโก  โกรเทียส  (Hugo  Grotius)(1589-1635)  อิมมานูเอลคานต์  (Immanuel  Kant)  (1724-1804)  และ

เจเรอมี  เบนแธม  (Jeremy  Bentham)  (1748-1832)  (โปรดดู  Daddow,  International Relations Theory, p. 85.)

[11] Andrew Heywood,  Global politics, p. 56.

[12] Jackson and Sorensen,  Introduction to international relations, p. 39.

[13] อิมมานูเอลคานต์  นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้เขียนงานชิ้นสำคัญ  อาทิ  Critique  of  Pure  Reason  (1781)  และ Perpetual Peace:

A  Philosophical  Sketch  (1795)  โดยงานของคานต์มักถูกพิจารณาว่าเป็นงานที่สะท้อนจิตวิญญาณแบบสาธารณรัฐนิยม  ตลอดจน

แนวคิดที่ว่ารัฐที่เป็นประชาธิปไตยจะไม่ทำสงครามระหว่างกันหรือ  Democratic  Peace    (โปรดดู  James A. Yunker,  The

Idea of World Government: From Ancient Times to the Twenty-First Century (London: Routledge, 2011), p. 42.)

[14] Yunker,  The Idea of World Government: From Ancient Times to the Twenty-First Century, p. 25, 28, 42.

[15] Mazower,  Governing the World: the History of an Idea, p. 118.

[16] สาระสำคัญของหลัก  14  ประการคือ  การยกเลิกการทำสนธิสัญญาลับ  (Secret  diplomacy)  การสนับสนุนการค้าเสรี  ส่งเสริมเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเสรี  (Freedom  of  navigation)  การยกเลิกกำแพงภาษี,  การลดอาวุธ  และการกำหนดการปกครองตนเอง  (Self-  Determination)

[17] Daddow,  International Relations Theory, p. 88.

[18] Ibid.

[19] นอกเหนือจากความไม่ลงรอยกันระหว่างวิลสันและลอดจ์เกี่ยวกับการก่อตั้งองค์การสันนิบาติชาติยังปรากฏให้เห็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้กำหนดนโยบายของรัฐมหาอำนาจต่อการกำหนดอำนาจและบทบาทขององค์การสันนิบาติชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส  จอร์จเคลมองโช  (Georges  Clemenceau)  (1841-1929)  ซึ่งต้องการให้องค์การสันนิบาติชาติมีกองกำลังเป็นของตนเอง  และยืนยีนจุดยืนที่สำคัญคือการปฏิเสธบทบาทของเยอรมนีในองค์การสันนิบาตชาติ  ในขณะที่เดวิด  ลอยด์  จอร์จ  (David  Lloyd  George)  (1863-1945)  กลับยืนยันจุดยืนของอังกฤษว่าต้องการให้องค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การที่รัฐสมาชิกจะปรึกษาหารือกันในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์

[20] สนธิสัญญาแวร์ซายหรือสนธิสัญญาสันติภาพปารีส  (Paris  Peace  Conference) ซึ่งลงนามในวันที่  28  มิถุนายน  1919  ถือเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่  1  โดยสนธิสัญญาดังกล่าวมีผลให้เยอรมันจำต้องยอมรับผิดในฐานะผู้ก่อสงคราม  กำหนดเขตแดนของเยอรมนีใหม่  ตลอดจนบังคับให้เยอรมนีจำต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามและลดขีดความสามารถทางทหารของกองทัพเยอรมัน  (D’Anieri 2010,  40)  นอกจากนี้สนธิสัญญาแวร์ซายยังผนวกเอากติกาขององค์การสันนิบาติชาติ  (The  Covenant  of  the  League  of  Nations)  เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียดในสนธิสัญญาซึ่งส่งผลให้องค์การสันนิบาตชาติถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ  ณ  วันที่  10  มกราคม  1920  เมื่อรัฐสมาชิกในองค์การสันนิบาตชาติต่างให้สัตยาบันยอมรับสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  (โปรดดูลำดับเหตุการณ์สำคัญของการสถาปนาองค์การสันนิบาติชาติใน  E. H. Carr,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp.  xciv-c.)

[21] โปรดู สมพงศ์ ชูมาก,  องค์การระหว่างประเทศ: สันนิบาตชาติและสหประชาชาติ (กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย, 2525), หน้า 18. และ Mazower,  Governing the World: the History of an Idea, p. 120.

[22] Daddow,  International Relations Theory, p. 90.

[23] โปรดดู Brown and Ainley,  Understanding International Relations (New York: Palgrave Macmillan, 2005), pp. 20-24.

[24] Ibid., p. 21.

[25] ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปหรือระบบครองเกรส  (Congress  System)  ถูกสถาปนาขึ้นในยุคหลังสงครามนโปเลียน  (1814) โดยบรรดารัฐมหาอำนาจรัฐมหาอำนาจ  5  ชาติได้แก่  อังกฤษ  รัสเซีย  ออสเตรีย  ปรัสเซียและฝรั่งเศส  โดยจุดมุ่งหมายที่สำคัญของระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปคือการป้องกันมิให้มหาอำนาจใดก้าวขึ้นมามีอำนาจและครอบครองยุโรปได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงชาติเดียวดังที่ปรากฏให้เห็นในสมัยจักรพรรดินโปเลียน  โบนาปาร์ต  (Napoléon  Bonaparte)  นอกจากนี้จึงระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปยังถูกออกแบบมาเพื่อสร้างช่องทางหรือเวทีในการปรึกษาหารือให้บรรดารัฐมหาอำนาจได้เจรจากันอย่างสม่ำเสมอ  โดยหลักคิดที่ยึดโยงให้ระบบคอนเสิร์ตแห่งยุโรปดำรงอยู่ได้คือความหวาดกลัวการปฏิวัติอันเปรียบเสมือนเป็นภัยคุกคามร่วมกันของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปในขณะนั้น  (โปรดดู  Kissinger,  Diplomacy, pp. 78-102. และบรรพต กำเนิดศิริ, ประวัติศาสตร์การทูตตั้งแต่การประชุมที่กรุงเวียนนา ค.ศ. 1815 จนถึงจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นปี ค.ศ. 1947 (กรุงเทพฯ: โครงการตำราและสิ่งพิมพ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2553), หน้า 33-66.)

[26] ขจิต จิตตเสวี,  องค์การระหว่างประเทศ (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552), หน้า 139.

[27] Joseph S. Nye,  Understanding International Conflicts: An Introduction to Theory and History (New York: Longman, 2000), p. 82.

[28] อย่างไรก็ดี  ไนย์ชี้ว่าทั้งระบบดุลแห่งอำนาจและระบบความมั่นคงร่วมกันก็ปรากฏให้เห็นทั้งความเหมือนและความต่างที่สำคัญ  ในแง่ของความเหมือน  ทั้งสองระบบมองว่ารัฐทั้งหลายต่างพยายามป้องปรามการรุกรานผ่านการสร้างและพัฒนาระบบพันธมิตร  (Coalition) ที่มีประสิทธิภาพ  โดยหากการป้องปรามล้มเหลวการใช้กำลังก็เป็นวิถีทางที่ทั้งสองระบบจะเลือกใช้  อย่างไรก็ดี  ทั้งสองระบบก็มีความแตกต่างที่สำคัญ  3  ประการ  1)  ในขณะที่ระบบดุลแห่งอำนาจให้ความสำคัญกับขีดความสามารถ  (capacity)  แต่ระบบความมั่นคงร่วมกันจะพิจารณานโยบายที่ลักษณะรุกราน  (aggressive  policy)  เป็นสำคัญ  2)  ภายใต้ระบบดุลแห่งอำนาจระบบพันธมิตรจะถูกสถาปนาขึ้นก่อนล่วงหน้า  ซึ่งกันตรงข้ามกับระบบความมั่นคงร่วมกันที่จะไม่มีการสถาปนาระบบพันธมิตรขึ้นก่อนล่วงหน้า  เพราะไม่รู้ว่ารัฐใดจะมีพฤติกรรมคุกคามรัฐอื่น  3)  ระบบความมั่นคงร่วมกันถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในระดับสากล  และยังเป็นระบบที่ไม่เอื้ออำนวยหากมีรัฐที่เป็นผู้โดยสารฟรี  (free  rider)  หรือมีความเป็นกลางมากจนเกินไป  เพราะจะส่งผลให้ระบบพันธมิตรมีความอ่อนแอและไม่สามารถจัดการกับรัฐที่มีพฤติกรรมคุกคามได้  (Nye,  Understanding International Conflicts: An Introduction to Theory and Histor, p. 83.)

[29] Brown and Ainley,  Understanding International Relations, p. 22.

[30] Jackson and Sorensen, Introduction to international relations, p. 39.

[31] Scott Burchill and Andrew Linklater.  “Introduction” In Scott Burchill et al., eds. Theories of International Relations (New York: Palgrave Macmillan, 2009), p. 1.

[32] Heywood,  Global politics, pp. 54-55.

[33]อี  เอช.  คาร์เป็นอดีตนักการทูตชาวอังกฤษผู้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งและหันมาประกอบอาชีพนักวิชาการอย่างเต็มตัวในปี  1936  โดยคาร์ได้เข้ารับตำแหน่ง  Woodrow  Wilson  Professor  of  International  Politics  ณ  มหาวิทยาลัยอเบอร์ริสต์วิธ  (Aberystwyth  University)  แห่งเแคว้นเวลส์  ประเทศสหราชอาณาจักรอย่างไรก็ดี  การเข้ารับตำแหน่งของคาร์ก็ตามมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดไม่เหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าวเพราะคาร์ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางนโยบายของประธานาธิบดีวิลสัน  ตลอดจนการทำงานขององค์การสันนิบาตชาติอยู่บ่อยครั้ง  (โปรดดู  Michael Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp. ix-xiv.)

[34] Jackson and Sorensen, Introduction to international relations, pp. 41-42.

[35]รากฐานของปรัชญาทางความคิดที่มีผลต่อคาร์คือแนวคิดแบบมาร์กซิสม์  (Marxism)  ดังปรากฏให้เห็นได้จากแนวคิดเรื่องรัฐที่มีดินแดนอาณานิคมและรัฐที่ไม่มี  นอกจากนี้คาร์ยังให้ความสนใจและผลิตผลงานหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับโลกคอมมิวนิสต์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศสหภาพโซเวียต  ประวัติศาสตร์รัสเซีย  ตลอดจนความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่สำคัญ  อาทิ  คาร์ล  มาร์กซ์ (Karl  Marx)  (1818-1883),  ฟรีดริช  เองเกลส์ (Friedrich  Engels)  (1820-1877),  ฟีโอดอร์  ดอสโตเยฟสกี้  (Fyodor  Dostoyevsky)  (1821-1881)  และมิคาอิล  บาคูนิน  (Mikhail  Bakunin)  (1814-1876)  โปรดดู Carr,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations.

[36] Brown and Ainley, Understanding International Relations, pp. 26-27.

[37] Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, p. xv.

[38] Brown and Ainley, Understanding International Relations, p. 27.

[39] Cox,  “Introduction” In E. H. Carr, eds.,  The Twenty Years’ Crisis 1919-1939: An Introduction to the Study of International Relations, pp. xvi-xvii.

[40] Ibid., p. xvii.

[41] สมพงศ์ ชูมาก,  องค์การระหว่างประเทศ: สันนิบาตชาติและสหประชาชาติ, หน้า 18.

[42]อาจกล่าวได้ว่าการขับเคี่ยวแข็งขันระหว่างแนวคิดเสรีนิยมและสัจนิยมหรือที่รู้จักกันในชื่อวิวาทะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก  (Great Debate  I)  (โปรดดูเกี่ยวกับวิวาทะที่สำคัญใน  Daddow,  International Relations Theory: The Essentials, 2nd ed. (London: SAGE, 2013), pp. 70-71.)  มีความสำคัญต่อพัฒนาการของสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของบรรดารัฐมหาอำนาจในช่วงระหว่างสงครามโลก

 

Author:

ฑภิพร สุพร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s